เช้านี้ที่หมอชิต - ผลตรวจกล่องดำรถไฟที่ชนรถเมล์ พบเบรกฉุกเฉินก่อนชนแค่ 100 เมตร ทั้งที่ระยะปลอดภัยต้องเบรกก่อน 2 กิโลเมตร
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยผลตรวจสอบกล่องดำของรถไฟที่ชนที่ชนรถเมล์ เบื้องต้นพบขบวนรถไฟวิ่งเข้าปะทะรถเมล์ด้วยความเร็วประมาณ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีการหยุดรถด้วยระบบเบรกฉุกเฉิน (Emergency Brake) ก่อนถึงจุดปะทะ ประมาณ 100 เมตร เท่ากับว่าคนขับเริ่มเหยียบเบรกตั้งแต่ 100 เมตรก่อนหน้านั้น และต้องหาทุกวิถีทางเพื่อหยุดรถ แต่หยุดช้าเกินไป จนเกิดเหตุการณ์ขึ้น
อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ยืนยันระบบอาณัติสัญญาณไม่ผิดปกติ ไม่บกพร่อง ยังทำงานได้อยู่ เพียงแต่ไม้กั้น ไม่สามารถลงกั้นการจราจรได้ และขบวนรถไฟดังกล่าวเป็นขบวนที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งมีน้ำหนักรวมหลายพันตัน ทำให้ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถเกือบ 2 กิโลเมตร ดังนั้นแม้จะมีการใช้เบรกฉุกเฉิน แต่เริ่มเบรกก่อนถึงจุดชนเพียง 100 เมตรนั้น ถือว่าช้าเกินไป และเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถหยุดขบวนรถได้ทันก่อนเกิดเหตุ
นอกจากนี้ พบพนักงานขับรถไฟ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่จากกรมการขนส่งทางราง จึงสั่งให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ และให้ รฟท.ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พร้อมทั้งพักงานพนักงานขับรถไฟ และพนักงานคุมไม้กั้นที่เกี่ยวข้องทันที
สำหรับระเบียบการเดินรถของ รฟท. ระบุ พนักงานขับรถไฟ ต้องหยุดขบวนทันทีใน 3 สถานการณ์หลัก คือ 1.เมื่อเห็นสัญญาณมือ หรือ ธงแดง พนักงานขับรถต้องหยุดรถไฟทันที
2. เมื่อพบป้ายสัญญาณบังคับให้หยุด เช่น ป้ายหยุดขอบดำ หรือป้ายหยุดขอบแดง พนักงานขับรถต้องหยุดขบวนรถ โดยไม่ล้ำป้ายหยุด เมื่อหยุดนิ่งและปฏิบัติตามกฎแล้ว จึงจะสามารถเคลื่อนขบวนต่อไปได้
3. เมื่อได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านวิทยุสื่อสาร ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ประจำสถานี หรือนายสถานี ตรวจสอบพบสิ่งกีดขวางบนราง เจ้าหน้าที่จะวิทยุสื่อสาร แจ้งเตือนพนักงานขับรถ ให้ลดความเร็ว และจอดรอก่อนถึงจุดวิกฤต
ขณะเดียวกัน ระเบียบปฏิบัติสำหรับพนักงาน หรือคู่มือด้านการเดินรถ กำหนดไว้ว่า "พนักงานขับรถ" ต้องปฏิบัติตามสัญญาณไฟ สัญญาณป้าย และคำสั่งจากนายสถานีอย่างเคร่งครัด รวมถึงการควบคุมความเร็วตามกำหนด
ส่วนพนักงานกั้นถนน ต้องได้รับอนุญาต และให้สัญญาณปิดกั้นจราจรก่อนขบวนรถผ่าน
สุดท้าย พนักงานรักษารถ ต้องดูแลความปลอดภัยขบวนรถตลอดเส้นทาง ประสานงานกับนายสถานี และพนักงานห้ามล้อ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน