“โฆษก ทอ.” เผยปี 72 เตรียมรับ “กริพเพน” ลำแรกเข้าประจำการแทน F-16 ฝูงบิน 102 หลังปลดประจำการ ชี้สมรรถนะสูง คำนึงถึงงบประมาณอย่างคุ้มค่า คาดปี 80 รับเครื่องบินขับไล่ครบ 12 ลำ หากเป็นไปตามแผน ลั่น “เมื่อรบก็ต้องชนะ”
วันนี้ (18 พ.ค. 69) พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ และฝ่ายรัฐบาลในโครงการจัดซื้อครั้งนี้ ได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศสวีเดนร่วมกับรัฐบาลสวีเดน โดยบรรยากาศการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการหารือถึงการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการ
ทั้งนี้โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลายระยะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องมีการพูดคุย และเจรจา เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนำเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการได้ตามแผนที่กำหนดไว้
พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กองทัพอากาศ ได้ปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในอนาคต กองทัพอากาศต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องอธิปไตยของไทย
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้หารือในเรื่องการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน รวมถึงออฟเซ็ตโพลิซี (Offset Policy) หรือนโยบายชดเชยทางอุตสาหกรรม จึงได้จัดทีมกองทัพอากาศไปหารือกับกองทัพอากาศสวีเดน เพื่อขับเคลื่อนโครงการในทุกขั้นตอน ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างถูกต้อง และบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “กริพเพน อีเอฟ” ของกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ของฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว โดยขณะนี้กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ยังเหลือเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 ประจำการอยู่ และคาดว่า จะสามารถนำเครื่องบินเข้าประจำการครบทั้ง 12 ลำได้ภายในปี 2580 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า การจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์งบประมาณ ขณะที่กองทัพอากาศมีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทดแทน เพื่อรักษาความพร้อมรบ และขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามถึงการปรับโครงสร้างกำลังรบ จากเดิมที่กองทัพอากาศมีเครื่องบินจำนวนมาก พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ต้องมองภาพรวมว่า อะไรสามารถทดแทนเครื่องบินรบได้ จากบทเรียนความขัดแย้งที่ผ่านมา พบว่า มีการใช้โดรนกามิกาเซะ (Kamikaze Drone) และอาวุธยิงระยะไกลมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ คงไม่สามารถดำรงขีดความสามารถเช่นในอดีตที่เคยมีถึง 8 ฝูงบินขับไล่ได้
ดังนั้นต้องกลับมาพิจารณาว่า จำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม และสามารถบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยคาดว่า ในอนาคตอาจเหลือประมาณ 3 ฝูงบิน แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่า โครงสร้างกำลังรบที่สมดุลในทุกมิติ ควรต้องดำรงขีดความสามารถของฝูงบินขับไล่ไว้กี่ฝูงบิน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ขีดความสามารถที่กองทัพอากาศมีอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลจากการลงทุนเมื่อ 40 ปีก่อน กับเครื่องบินขับไล่ F-16 และเมื่อ 15 ปีก่อน กับเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจจำเป็นต้องใช้กำลังทางอากาศในอนาคต พร้อมยืนยันว่า กองทัพอากาศไทยสามารถดูแล ปกป้องเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติได้
นอกจากนี้กองทัพอากาศในอนาคตมจะไม่ได้มีเพียงเครื่องบินขับไล่เท่านั้น แต่จะมีขีดความสามารถในมิติอื่นอย่างครบถ้วน ทั้งอาวุธยิงระยะไกล โดรนกามิกาเซะที่พัฒนาโดยคนไทย ขีดความสามารถด้านอวกาศผ่านระบบดาวเทียมที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย รวมถึงขีดความสามารถด้านไซเบอร์ เพื่อให้มั่นใจว่า ระบบบัญชาการ และควบคุมจะไม่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ และสามารถปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้ หากเรายกระดับขีดความสามารถ ก็จะเป็นความได้เปรียบเมื่อกองทัพอากาศจำเป็นต้องใช้กำลัง ซึ่งกองทัพอากาศต้องไม่มีเครื่องหมายคำถามใด ๆ เราต้องพร้อมปฏิบัติภารกิจ และมีความรับผิดชอบให้ประสบผลสำเร็จ
ส่วนเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” จะสามารถเข้าประจำการแทน F-16 ลำแรกได้เมื่อใด พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ในปี 2572 จะเริ่มเฟสแรกทยอยเข้าประจำการ โดยโครงการทั้งหมดมีการวางแผนไว้แล้ว ส่วนเฟส 2 ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเครื่องได้ เนื่องจากต้องเสนอของบประมาณในปี 2571
ทั้งนี้การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องใช้เวลาในการผลิต อีกทั้งเมื่อได้รับเครื่องบินแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการฝึกนักบินให้มีความพร้อม โดยคาดว่า จะใช้เวลาฝึกอย่างน้อย 5-6 ปี และอาจนานถึง 10 ปี จึงจะสามารถสร้างนักบินพร้อมรบได้ 24 นายต่อ 1 ฝูงบิน
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องบินขับไล่ที่กองทัพอากาศจัดซื้อในปัจจุบัน มีขีดความสามารถด้าน AI สูง ซึ่งช่วยสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของนักบินได้อย่างมาก โดย “กริพเพน” รุ่นใหม่มีระบบคอมพิวเตอร์ 2 ชุด ชุดแรกทำหน้าที่ควบคุมระบบการบินหลัก ส่วนอีกชุดช่วยให้สามารถเข้าถึง และเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ได้
ในอนาคตกองทัพอากาศยังสามารถอัปเกรดขีดความสามารถของ “กริพเพน อีเอฟ” ได้เพิ่มเติม รวมถึงระบบ Link-T ที่สามารถติดตั้งได้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่เฉพาะของกองทัพอากาศ แต่รวมถึงกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนด้านความมั่นคง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในการปฏิบัติการ และสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคงมาโดยตลอด แต่รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลหลายมิติ ไม่เฉพาะด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว จึงต้องหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการดูแลทุกภาคส่วน
เมื่อถามถึงความมั่นใจต่อสถานการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินขับไล่เช่นกัน พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ยืนยันว่า กองทัพอากาศไทยเตรียมสร้างนักบินบนพื้นฐานของการรบจริง โดยฝึกให้พร้อมออกปฏิบัติภารกิจและประสบความสำเร็จ ซึ่งเครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน ทั้งจรวดนำวิถีความร้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่สามารถยิงได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การจัดซื้อไม่ได้มีเพียงเครื่องบิน แต่รวมถึงระบบอาวุธที่ทำให้เรามั่นใจว่า เหนือกว่าภัยคุกคามรอบด้าน ต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินรบในอนาคต “เมื่อเรารบ เราก็ต้องชนะ”