สนามข่าว 7 สี - ไทยกำลังพบการแพร่ระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" ที่ตอนนี้มีความชัดเจนแล้วว่า สามารถอยู่ได้ถึง 3 น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล
ชาวประมงบ้านบางควาย ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี หว่านแหไป ได้ปลากระบอกมาแค่ 2 ตัว ที่เหลือเป็นปลาหมอคางดำทั้งหมด แต่ละรอบที่กลุ่มชาวประมงจับได้ มีไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม
แล้วปลาหมอคางดำลงไปอยู่ในทะเลได้ยังไง เพราะจุดนี้ เชื่อมต่อกับปากคลองบางควาย คาดว่า น่าหลุดลงไปในช่วงน้ำทะเลขึ้น ทำให้ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณปลากระบอก และปลาหมอเทศ ที่เคยจับได้อยู่เป็นประจำเริ่มลดน้อยลง
วิธีการแก้ไขของที่นี่ คือ นำไปเป็นปลาแดดเดียว และนำไปใช้เป็นเหยื่อล่อปู หรือเป็นอาหารแมว
ส่วนที่บริเวณปากคลองท่าน้ำ หมู่ 2 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด ที่เชื่อมต่อกับทะเลเช่นกัน พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นจำนวนมาก
ชาวบ้านถึงกับหว่านแหท้าพิสูจน์กันให้เห็น ๆ ลงแหไป 4 ครั้ง ได้ปลาหมอคางดำ ผสมกับปลาหมอเทศ น้ำหนักรวม ๆ 20 กิโลกรัม
นี่ถือว่ายังน้อย เพราะก่อนหน้านี้แค่ 2 วัน ผู้นำชุมชนต้องใช้วิธีการลงแขก พาชาวบ้านมาจับได้ร่วม ๆ 100 กิโลกรัม และนำไปแจกจ่ายเพื่อแปรรูปกันในหมู่บ้าน แม้ลักษณะทางกายภาพระหว่างปลาหมอคางดำกับปลาหมอเทศจะแตกต่าง แต่ชาวบ้านบอกว่า รสชาติอร่อยเหมือนกัน
แม้แต่พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง บริเวณเลียบชายฝั่ง ตำบลท่าพญา และตำบลขนาบนาค อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เจอสภาพเดียวกัน ยิ่งช่วงนี้มีฝนตก จะพบลูกปลาหมอคางดำ ทั้งขนาดเล็ก และขนาดกลางในปริมาณที่มาก
ชาวบ้าน บอกว่า ระบบนิเวศของมัน เมื่อโตเต็มวัย จะว่ายไปหาแหล่งน้ำที่มีความลึกขึ้น หรือลงพื้นที่นาลุ่ม ที่เกษตรกรไปซื้อลูกปูดำ เพื่อปล่อยเลี้ยงแบบธรรมชาติ ช่วงฤดูที่ปูดำลอกคราบ จะให้กระดองมีความอ่อน และจะถูกฝูงปลาหมอคางดำรุมกินจนไม่เหลือ
ส่วนโครงการปล่อยปลากะพงไปกินปลาหมอคางดำนั้น ชาวบ้านทดลองแล้ว ไม่ได้ผล เพราะขนาดปลากะพงที่เล็กกว่า และมีจำนวนน้อยกว่า ทำให้ถูกฝูงปลาหมอคางดำรุมกินจนเกลี้ยง