คอลัมน์หมายเลข 7 : ชำเเหละโครงการท่าเรือศาลาลอย

View icon 6
วันที่ 21 พ.ค. 2569 | 11.35 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - 15 ปี ที่เงินเเผ่นดิน เกือบ 400 ล้านบาท ถูกทุ่มไปกับการก่อสร้างท่าเรือศาลาลอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลับปล่อยทิ้งร้าง ไม่ถูกใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ เรื่องนี้คอลัมน์หมายเลข 7 ติดตามมาหลายปี เเต่ยังไร้ความคืบหน้าจากกรมเจ้าท่า ปัญหาที่ทำให้โครงการฯ สะดุด คืออะไร ทั้งที่มีผลการศึกษาชัดเจนว่าดำเนินการพัฒนาได้ ติดตามเรื่องนี้จากคอลัมน์หมายเลข 7 

ภาพจำลองแสดงรายละเอียดสถานีขนส่งทางลำน้ำ เพื่อการประหยัดพลังงาน หรือท่าเรือศาลาลอย ตั้งอยู่ใน ตำบลศาลาลอย อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เเสดงให้เห็นรายละเอียดโครงการชัดเจน

มีอาคารพักสินค้า โรงเก็บเเละตรวจปล่อยสินค้าขาเข้า เเละขาออก ระบบป้องกันตลิ่งเเละท่าเทียบเรือ เเละอีกหลายส่วนงาน งบประมาณก่อสร้าง 379,600,000 บาท

โครงการนี้ กรมเจ้าท่า จัดซื้อที่ดินทั้งหมด 56 ไร่ เเละเริ่มก่อสร้าง สัญญาเริ่มต้น เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 เเละสัญญาสิ้นสุด วันที่ 25 ตุลาคม 2554 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 750 วัน

ข้อสังเกตจากคอลัมน์หมายเลข 7 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค 1 และสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งลงพื้นที่ไปติดตามการใช้ประโยชน์ในโครงการนี้ร่วมกัน

พบสภาพปัจจุบัน ท่าเรือศาลาลอย นอกจากไม่ถูกใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เเล้ว ยังไม่มีรูปเเบบการใช้ประโยชน์ระยะยาวที่ชัดเจน

มิหนำซ้ำ เมื่อสำรวจบริเวณโดยรอบ สภาพของอาคาร อุปกรณ์ต่าง ๆ ล้วนชำรุดทรุดโทรม

ขณะที่ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จากการลงพื้นที่ พบว่า ท่าเทียบเรือศาลาลอย เคยใช้เป็นศูนย์กักตัวผู้ป่วย ช่วงเเพร่ระบาดโรคโควิด-19 หลังจากนั้น ไม่พบประวัติการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เเละยังพบว่า เมื่อทำ มาร์เก็ต ซาวน์ดิ้ง หรือกระบวนการหยั่งเชิงตลาด กลับไม่มีผู้สนใจ

นอกจากนี้ยังทราบถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณในการบำรุงรักษา ตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้

เบื้องต้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค 1 เห็นว่า ควรเร่งให้เกิดการใช้ประโยชน์โดยเร็ว

คอลัมน์หมายเลข 7 ตรวจสอบการใช้ประโยชน์ท่าเรือศาลาลอย พบว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 หรือเป็นเวลาเกือบ 1 ปี หลังก่อสร้างเสร็จ กรมเจ้าท่า และธนารักษ์พื้นที่ประชุมร่วมกัน เเละมีมติเห็นควรให้ อบต.ศาลาลอย เข้ามาบริหารท่าเรือชั่วคราว เเละบริหารในเชิงสาธารณะ

โดยตกลงกันเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้น อบต.ศาลาลอย ส่งหนังสือขอต่อเวลาอีก 6 เดือน กระทั่งวันที่ 21 มีนาคม 2556 หรือ 1 ปีต่อมา จึงส่งหนังสือถึงกรมเจ้าท่า ไม่ขอบริหารท่าเรือต่อ เเละมีการส่งมอบคืนให้กรมเจ้าท่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2556

คอลัมน์หมายเลข 7 ตรวจสอบพบอีกว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 มีการประชุมติดตาม และเร่งรัดการดำเนินงานของกรมเจ้าท่า

หนึ่งในนั้น คือ ท่าเรือศาลาลอย โดยข้อสั่งการ ระบุว่า "อยู่ระหว่างดำเนินการตามแนวทางการใช้ประโยชน์ท่าเรือศาลาลอย ทั้งนี้ อบต. ศาลาลอย ได้ โทร.เข้ามา ประสานว่ามีความสนใจท่าเรือ"

ขณะที่ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เคยลงพื้นที่ตรวจสอบ เเละพบสภาพปัญหาของโครงการ โดยเฉพาะความลึกของน้ำหน้าท่า ที่ยังไม่เหมาะสม จึงเสนอเเนะให้ขุดลอกเเม่น้ำ เพื่อให้เรือสินค้าขนาด 2,500 ตัน เดินเรือได้ ในฤดูเเล้ง ซึ่งต้องกินน้ำลึก 4-5 เมตร

ข้อมูลนี้ สอดคล้องกับการเปิดเผยของผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 ระบุระดับน้ำไม่เพียงพอ เพราะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ปล่อยน้ำ ทำให้โครงการเดินต่อยาก

คอลัมน์หมายเลข 7 พร้อมด้วย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค 1 และสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันสรุปผลการติดตามการใช้ประโยชน์ท่าเรือศาลาลอย

เบื้องต้นมีข้อเสนอเเนะที่สำคัญ เช่น ให้ทบทวนรูปเเบบการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน จัดทำเเผนบำรุงรักษาขั้นต่ำ เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ

ทั้งหมดนี้ เพื่อทำให้ทรัพย์สินของรัฐกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ปลอดภัย มีเจ้าภาพชัดเจน เเละเกิดประโยชน์กับประชาชน

ทว่า ความเป็นไปได้จะเกิดขึ้นจริง ต่อเมื่อกรมเจ้าท่าเเก้ไขปัญหาประเด็นเกี่ยวข้องกับกรมธนารักษ์ ในด้านข้อกฎหมายเเละการจัดหาประโยชน์ทรัพย์สิน เสียก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง