เช้านี้ที่หมอชิต - ตำรวจขยายผลจับเครือข่าย "หมิงเฉิน" 11 คน รวม 7 คดีหลัก เตรียมขยายผลออกหมายจับหัวหน้าใหญ่ในกัมพูชา ด้านตำรวจไซเบอร์ ตรวจพบบัญชีธนาคารเชื่อมโยงผู้เสียหายในไทยกว่า 4,000 คดี
พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงการณ์ขยายผลจับกุมเครือข่าย “นายหมิงเฉิน” ผู้ต้องหาชาวจีนสะสมอาวุธสงคราม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 คน
และแบ่งเป็น 7 กลุ่มความผิด ข้อหาครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด ไปจนถึงการฟอกเงินผ่านการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล ประเมินมูลค่าความเสียหายในระบบกว่า 815 ล้านบาท
กลุ่มที่ 1 คดีความผิดเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืน วัตถุระเบิด และยุทธภัณฑ์ มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาชาวต่างชาติจำนวน 2 คน คือ "นายหมิงเฉิน" และบุคคลใกล้ชิดเพศหญิง
กลุ่มที่ 2 คดีขยายผลกรณีอาวุธปืนยาว M4 จำนวน 2 กระบอก ไม่พบข้อมูลว่าเป็นปืนที่มาจากหน่วยงานราชการ คดีนี้ดำเนินการจับกุมบุคคลที่ทำหน้าที่จัดหาอาวุธปืนรวม 5 คน ประกอบด้วย ข้าราชการ 2 คน และพลเรือน 3 คน
กลุ่มที่ 3 ขยายผลอาวุธปืนสั้น Glock 26 แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา 5 คน และอยู่ระหว่างการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง 6 คน โดยอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวถูกจดทะเบียนอย่างถูกต้องในครั้งแรก แต่นำมาลักลอบจำหน่ายต่ออย่างผิดกฎหมาย
กลุ่มที่ 4 ขยายผลวัตถุระเบิด C4 วัตถุระเบิดเก่าจากประเทศเกาหลี รัสเซีย และเมียนมา ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 คน ซึ่งจัดหาและขนส่งวัตถุระเบิด
กลุ่มที่ 5 ขยายผลขบวนการออกบัตรชมพู (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) โดยผู้ต้องหา 3 คน ที่ถูกออกหมายจับสามารถจับกุมได้ทั้งหมด ประกอบด้วย อดีตปลัดอำเภอเชียงดาว กับพวก ขณะนี้ยังไม่พบพยานหลักฐานเชื่อมโยงองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แต่พบความผิดลักษณะการอำนวยความสะดวกให้ "นายหมิงเฉิน"
กลุ่มที่ 6 ขยายผลคดีเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน การลักลอบนำพาบุคคลต่างชาติเข้าเมือง และความผิดตามกฎหมายศุลกากร ซึ่งพยานหลักฐานบ่งชี้ถึงการเตรียมการนำอาวุธออกไปก่อเหตุนอกประเทศไทย
พบผู้ต้องหาเข้าข่าย 4 คน คือ "นายหมิงเฉิน" และ "นายหลานเทียน" หรือ "เสี่ยวหลาน" หัวหน้าขบวนการสแกมเมอร์ฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้บงการใหญ่ที่ตำรวจหมายหัว
กลุ่มสุดท้าย ขยายผลเส้นทางการเงินและการทำธุรกรรมดิจิทัล เบื้องต้นพบบัญชีธนาคารไทยของ "นายหมิงเฉิน" รวม 5 บัญชี โดยเชื่อมโยงกับบัญชีอื่น ๆ อีก 648 บัญชี ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ 4,143 เคสคดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย รวมกว่า 815 ล้านบาท
ส่วนการซื้อขายเหรียญสกุลเงินดิจิทัล พบว่ามีการซื้อขายมาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน มีคนที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม บางส่วนก็ถูกดำเนินคดีไปแล้ว
ขณะนี้ ตำรวจไซเบอร์ กำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมในคดีกระทำผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในลักษณะองค์กรอาชญากรรมและฟอกเงิน โดยยืนยันว่ามีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มของ "นายเฉินจื้อ" ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวกรองก่อนหน้านี้