ห้องข่าวภาคเที่ยง - เรื่องราวของ "โชเฟอร์จิตอาสา" ที่ถูกกลุ่มคนรุมทำร้าย และใช้ปืนกระหน่ำยิงต่อหน้านักท่องเที่ยว สรุปคืบหน้าคดีนี้ตำรวจจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุได้แล้ว 1 คน ที่เหลือกำลังเร่งขอศาลฯ ออกหมายจับเพิ่ม
ข้อมูลที่ปรากฏในใบบันทึกเหตุการณ์ บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดช่วงประมาณ 01.30 น. เข้าสู่วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่เกิดเหตุพบรถแท็กซี่ของผู้เสียชีวิตอยู่ในลักษณะพุ่งชนกำแพง มีรถจักรยานยนต์ 9 คัน ได้รับความเสียหาย ด้านหลังรถห่างไปประมาณ 45 เมตร เจอปลอกกระสุนตกอยู่ 5 ปลอก และปลอกทองแดงหุ้มหัวกระสุนอีก 1 ปลอก คนถูกยิงชื่อ นายศิขรินทร์ หรือ เฟิร์ส อายุ 30 ปี ตำรวจจึงตั้งคดีนี้ไว้ที่ความผิดฐาน "พยายามฆ่า" อันนี้คือข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ส่วนจุดที่ทำให้ครอบครัวไม่สบายใจ และถึงขั้นต้องไปขอความช่วยเหลือกับเพจฯ สายไหมต้องรอด ก็คือเรื่องที่ตำรวจสันนิษฐานว่า เป็นคดีทะเลาะกันของคนสองคน แต่ภาพที่เห็นมีด้วยกันหลายคน และการที่มีคนโทร.ไปหานัดเจอจุดเกิดเหตุ แทนที่จะเป็นโรงพัก นอกจากนี้ยังได้ยินตำรวจบอกว่า กล้องวงจรปิดบริเวณนั้นเสีย จึงกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
แน่นอนว่าหลังเรื่องนี้เป็นข่าว สภ.บ่อผุด ก็ไม่อยู่เฉย เรียกประชุมเครียดติดตามคดีนี้ทั้งวัน จนกระทั่งล่าสุดมีการสรุปผลยืนยันออกมาแล้วว่า คดีนี้มีผู้ร่วมกระทำผิดเข้าข่ายถูกดำเนินคดีอยู่ 8 คน ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานของศาลฯ ออกหมายจับไปแล้ว 3 คน จับกุมได้แล้ว 1 คน เป็นคนที่ดักรถของผู้เสียชีวิต ที่เหลืออีก 5 คน กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลฯ ออกหมายจับเพิ่มเติม
ขณะที่มีรายงานข่าวว่า เหตุที่ตำรวจบอกกับครอบครัวผู้เสียชีวิตไปว่า น่าจะเป็นการทะเลาะกัน เพราะผลการสืบสวนเบื้องต้น พบว่าผู้ต้องสงสัยกับผู้เสียชีวิตเคยมีปากเสียงกันมานาน กระทั่งวันเกิดเหตุ มีการพูดคุยกันในกลุ่มไลน์ แจ้งกลุ่มเพื่อนแท็กซี่ให้ช่วยกันตามหาผู้เสียชีวิต ใครเจอฝากให้ดักตัวไว้ เพราะต้องการจะเคลียร์ปัญหา ก่อนจะเกิดเหตุสลดใจขึ้น
ได้คำตอบมาแบบนี้ก็ต้องไปถามกับ นางสาวอรชุมา ภรรยา นายศิขรินทร์ ผู้เสียชีวิต ที่วันนี้ไปขอความช่วยเหลือกับกระทรวงยุติธรรม บอกว่าสามีขับรถรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน จึงเกิดมีปัญหาเรื้อรังกับคนที่รับส่งผู้โดยสารประจำจุดมานาน
ที่ผ่านมายืนยันว่าสามีพยายามไกล่เกลี่ย และก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ก็เพิ่งได้ข่าวว่าคุยกันจบไปแล้ว จึงไปทำงานตามปกติ ออกไปรับส่งผู้โดยสารในจุดที่เคยมีข้อพิพาท แล้วพอเกิดเรื่องพยายามจะถามหาคนเห็นเหตุการณ์ ก็ไม่มีใครให้ข้อมูล ประสานตำรวจขอภาพวงจรปิด ก็ได้แต่ภาพไกล ๆ ไม่เห็นภาพขณะเกิดเหตุ กระทั่งมีพลเมืองดีส่งคลิปภาพให้ จึงนำไปให้กับตำรวจ แต่กลับได้รับคำตอบว่า "ไม่มีใครกล้าให้ข้อมูลอะไร" ทำให้คดีไม่คืบหน้า จึงเชื่อว่าเพราะคนในพื้นที่เกรงกลัวอิทธิพลของคู่กรณี
ด้าน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่เป็นผู้รับเรื่องร้องทุกข์ บอกว่าหลังจากนี้จะให้คำปรึกษา ช่วยติดตามคดีความ และคุ้มครองผู้เสียหาย รวมถึงการเยียวยากรณีที่ผู้เสียชีวิต ต่อไป