ข่าวดีบัตรทอง บอร์ด สปสช. ไฟเขียวปรับเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” ในระบบบัตรทอง ให้สอดคล้องต้นทุนรักษาจริง ครอบคลุมตั้งแต่เตรียมผ่าตัด ค่าผ่าตัด จนถึงดูแลภาวะแทรกซ้อนหลังปลูกถ่ายอวัยวะ
วันนี้ (28 พ.ค.69) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2569 มีมติเห็นชอบข้อเสนอสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย เรื่องขอปรับปรุงอัตราจ่ายชดเชยบริการปลูกถ่ายตับและเปลี่ยนหัวใจในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยใช้งบประมาณที่ประหยัดได้จากการปรับอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันมาบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนบริการมากขึ้น
นายพัฒนา กล่าวว่า การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นบริการสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับระยะรุนแรง เด็กที่จำเป็นต้องปลูกถ่ายตับ และผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย การปรับอัตราจ่ายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขเบิกจ่าย แต่เป็นการเสริมความมั่นคงของระบบบริการ ทำให้หน่วยบริการสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ลดภาระต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเข้าถึงการรักษาที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงได้อย่างเป็นธรรม
สาระสำคัญของมติครั้งนี้ คือ ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายเตรียมตัวก่อนผ่าตัดสำหรับผู้รับบริจาค จาก 30,000 บาทต่อราย เป็น 40,000 บาทต่อราย และสำหรับผู้บริจาคที่มีชีวิต จาก 40,000 บาทต่อราย เป็น 45,000 บาทต่อราย ขณะเดียวกัน ปรับค่าผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นเหมาจ่าย 600,000 บาทต่อราย และปรับค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในเด็กเป็น 660,000 บาทต่อราย
สำหรับการปลูกถ่ายตับในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะสุดท้าย ได้ปรับจากเดิมที่เหมาจ่ายรวมค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาคและค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 600,000 บาทต่อราย เป็นการแยกจ่ายให้ชัดเจน ได้แก่ ค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาค 200,000 บาทต่อราย และค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 660,000 บาทต่อราย เพื่อสะท้อนภาระบริการที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเพิ่มการชดเชยค่ารักษาในกรณีผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus : CMV) ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ โดยกำหนดอัตราชดเชยสำหรับการป้องกันและรักษาการติดเชื้อ CMV จำนวน 180,000 บาทต่อราย และกรณีตรวจพบเชื้อ CMV ในกระแสเลือด จำนวน 40,000 บาทต่อราย จากเดิมที่ยังไม่มีรายการชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้ครอบคลุมมากขึ้น
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า การปรับลดอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันไม่ได้กระทบคุณภาพการรักษา แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับราคายาที่ลดลง โดยหลังผ่าตัดเดือนที่ 13-24 ปรับจาก 20,000 บาทต่อเดือน เป็น 18,000 บาทต่อเดือน และหลัง 24 เดือนขึ้นไป ปรับจาก 15,000 บาทต่อเดือน เป็น 13,000 บาทต่อเดือน ส่วนนี้ทำให้สามารถนำงบที่ประหยัดได้กลับมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ภาพรวมการบริหารงบประมาณครั้งนี้ เป็นการจัดสรรภายในสิทธิประโยชน์เดิมให้เกิดความคุ้มค่า โดยกรณีเปลี่ยนหัวใจ แม้มีรายการที่ต้องใช้งบเพิ่มประมาณ 4.945 ล้านบาท แต่การปรับค่ายากดภูมิทำให้ประหยัดได้ประมาณ 5.112 ล้านบาท ส่วนการปลูกถ่ายตับในเด็กและผู้ใหญ่ใช้งบเพิ่มรวมประมาณ 14.129 ล้านบาท แต่ประหยัดจากค่ายากดภูมิได้ประมาณ 19.056 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมยังบริหารได้ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่
นอกจากนี้ บอร์ด สปสช. ยังมอบให้ สปสช. รับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ไปดำเนินการร่วมกับสภากาชาดไทย สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย Service Plan สาขาปลูกถ่ายอวัยวะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบปลูกถ่ายอวัยวะแบบครบวงจร ทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน การส่งเสริมการบริจาคอวัยวะ การดูแลผู้บริจาค การจัดเก็บอวัยวะ และการดูแลสุขภาพหลังการบริจาค เพื่อให้ระบบปลูกถ่ายอวัยวะของประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน