อภิสิทธิ์ นำทัพ อนุชา หาเสียงทิ้งทวนก่อนเข้าคูหา ยอมรับเป็นรอง แต่จะหาเสียงจนถึงที่สุด เตือนอย่าหลงคำว่า ''อิสระ'' กลายร่างเป็นแก๊งการเมือง ยืนยัน ปชป.ทำงานเป็นทีม-มีระบบพรรคชัดเจน
วันนี้ (27 มิ.ย.69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวการหาเสียงวันสุดท้าย ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก.ในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย.) ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังเดินหน้าต่อแม้จะมีการประเมินว่า พรรคฯ ยังเป็นรอง แต่พรรคฯ ก็จะเดินหน้าหาเสียงจนถึงที่สุด และมั่นใจว่า นโยบายที่พรรคฯ นำเสนอ จะเป็นคำตอบให้กับชาวกรุงเทพฯ ทำกรุงเทพฯ ให้เป็นมากกว่านี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการจัดตั้ง หรือ ระดม I.O. มาโจมตีเว็บไซต์ของพรรคฯ ก็แสดงให้เห็นว่า การที่พรรคฯ ออกมาเปิดโปงเรื่องการทุจริตนั้น ไปกระทบกับผลประโยชน์คนบางกลุ่มจริง ดังนั้น พรรคฯ ก็ยังจะคงเดินหน้าตรวจสอบ เพราะมั่นใจว่า คนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นบ้านเมืองสะอาด ไม่เฉพาะเชิงกายภาพ แต่รวมถึงความโปร่งใส ที่จะเป็นคำตอบการแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระแสพรรคประชาธิปัตย์ไม่คึกคักเท่าการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่ได้ สส.เลย นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า ตนได้สัมผัสถึงปัญหาที่ประชาชนยังไม่รับทราบหรือตื่นตัวเท่าที่ควร ผิดวิสัยการเลือกตั้งทุกครั้ง เช่น สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนยังเจอประชาชนที่ไม่ทราบวันเลือกตั้ง และยังไม่นับรวมปัญหาหมายเลขผู้สมัคร แม้จะอยู่ทีมเดียว หรือพรรคการเมืองเดียวกัน ก็หมายเลขไม่ตรงกัน
เมื่อถามว่า มั่นใจจะสามารถดึงคะแนนจากฐานแฟนคลับคนกรุงฯ ดั้งเดิมกลับมาได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ มั่นใจว่า ผู้สนับสนุนพรรคฯ จำนวนมาก ยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ และตนอยากจะสื่อสารถึงคนกรุงเทพฯ ทุกคนว่า กระบวนการเลือกตั้งมีความสำคัญ และต้องตัดสินใจว่า เมืองที่เราอยู่ขณะนี้ ดีพอแล้วหรือยัง หรือเป็นได้มากกว่านี้
ส่วนการปราศรัยใหญ่เมื่อคืนนี้ (26 มิ.ย.) ถึงปัญหาการทุจริต หรือ ระบอบอากง ในคืนสุดท้ายนี้จะสามารถกระตุ้นให้คนกรุงเทพฯ ตื่นตัวกับเรื่องนี้ได้หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า ประชาชนเข้าใจ และมองเห็นประเด็น แต่หลายคนอาจคิดว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ตนขอยืนยันว่า นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคฯ ยืนยันแน่นอนว่า สามารถเปลี่ยนแปลงได้แน่ และยิ่งพรรคฯ มีแพล็ตฟอร์มส่องรัฐ ก็ยิ่งทำให้เห็นประเด็นต่าง ๆ ง่ายขึ้น ทำให้การแก้ปัญหาง่ายขึ้นด้วย รวมถึงแนวคิดต่าง ๆ ของพรรคฯ ในการรื้อระบบใบอนุญาตต่าง ๆ ก็สามารถช่วยให้มีความเปลี่ยนแปลงได้
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ผู้สมัคร สก.กลุ่มอิสระ ระบุการแก้ปัญหา กทม.ต้องมาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่มติจากพรรคการเมือง และเพื่อให้ระบบตรวจสอบถ่วงกุลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพว่า คำว่า ''อิสระ'' ใคร ๆ ก็ชอบ เพราะฟังดูดี แต่คำถามคือ อิสระแบบไหน อย่างไร เหมือนเวลาถามว่า อิสระหรือไม่อิสระ ตนก็นึกไม่ออกว่า ใครจะตอบไม่อิสระดีกว่า แต่หากถามว่า ทำงานคนเดียว หรือทำงานเป็นทีม ตนก็เชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะตอบว่า ทำงานเป็นทีมดีกว่าทำงานคนเดียว และในการเลือก สก.ครั้งนี้ ตนหงุดหงิด เพราะความไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งผู้สมัครอิสระ ตามความหมายสากล คือ การลงคนเดียว ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับใคร แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์มีอิสระเป็นทีม หากเป็นอิสระเป็นทีม ไม่ใช่อิสระ แต่เป็นกลุ่มการเมือง และถ้าปกปิดก็เป็นแก๊งการเมือง
ฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์ อยากเห็นความตรงไปตรงมา และพรรคฯ ได้พิสูจน์มาโดยตลอดว่า เมื่อเข้าไปเป็นทีม ไม่ได้หลับหูหลับตาเชียร์กัน ในอดีตทั้งในสภากรุงเทพฯ หรือสภาผู้แทนราษฎร หากคนของพรรคฯ ทำอะไรที่ถูกตั้งข้อสงสัย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเป็นคนตรวจสอบ หรือในอดีต สก.พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นคนตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอให้มั่นใจ และอย่าหลงกับคนว่าอิสระ ที่ไม่ได้สะท้อนความหมายที่แท้จริงของการทำงาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีระบบพรรค แต่ก็เป็นพรรคที่ชัดเจน เปิดโอกาสให้สมาชิกทำตามความเชื่อของตนเองได้ ตามกรอบอุดมการณ์ของพรรคฯ
ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ ได้เชิญชวนคนกรุงเทพฯ เลือกผู้สมัครที่เป็นคนดี และสังกัดพรรคการเมืองดี เพราะการเมืองขณะนี้ มีภาพลบ สส.มาจากการใช้เงิน สว.มาจากการฮั้ว ข้าราชการมาจากการซื้อตำแหน่ง ซึ่งเป็นภาพที่น่าอับอายของบ้านเมือง ฉะนั้น การทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลง คือ คนดี ตนจึงย้ำความเป็นคนดี และระบบพรรคการเมือง เพราะระบบพรรคการเมืองจะช่วยการตรวจสอบ เพราะระบบตัวบุคคล เมื่อพ้นหน้าที่ไปแล้วก็ถือว่าพ้นไป แต่ระบบพรรคจะมีผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นหลักประกันในการบริหาร และพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้ว่าฯ กทม.หลายคน ไม่มีประวัติด่างพร้อย
ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขอให้ชาวกรุงเทพฯ ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สก.ทั้ง 50 เขต เข้าไปตรวจสอบการทำงาน และนโยบาย ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย.) จะเป็นวันที่คนกรุงเทพฯ กำหนดอนาคต กทม.อีก 4 ปี ซึ่งการเลือกตั้ง กทม.ไม่เหมือนระดับชาติที่สามารถยุบสภาได้ ดังนั้น หากพลาดในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย.) ก็จะต้องรออีก 4 ปี จึงไม่อยากให้คนกรุงเทพฯ เสียโอกาสนี้ไป และอย่าเลือกเฉพาะความถูกใจ แต่จะต้องเลือกความถูกต้อง บนหลักการความเป็นจริงที่พรรคการเมืองควรจะเป็น จึงหวังว่า คนกรุงเทพฯ จะให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก.ทั้ง 50 เขตกรุงเทพฯ
ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (27 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ พร้อมแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และนายอนุชา ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.สักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ในวันสุดท้ายของการหาเสียง เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย.) ก่อนที่จะขึ้นรถปราศรัย เพื่อปล่อยขบวนรถหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ตระเวนหาเสียงทั่วกรุงเทพฯ อาทิ ตลาด อตก., งานสหกรุ๊ปแฟร์ ที่ไบเทคบางนา ก่อนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไปรับประทานอาหารกลางวันที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และนั่งรถไฟฟ้าไปที่ห้าง Central Embassy และ Central ชิดลม ก่อนปิดท้ายการหาเสียงที่ลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อขอคะแนนจากคนกรุงฯ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ (28 มิ.ย.)