ห้องข่าวภาคเที่ยง - ลูกสาวรับไม่ได้ พาแม่ไปผ่าต้อกระจก แทนที่จะมองเห็น กลับกลายเป็นคนพิการตาบอด ตามทวงถามความรับผิดชอบ
นางเตือนใจ อายุ 46 ปี เข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนประจำจังหวัดนครราชสีมา หลังพาแม่อายุ 73 ปี ไปผ่าต้อกระจกตาข้างซ้าย ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จังหวัดนครราชสีมา แต่ทำให้แม่ต้องกลายเป็นคนพิการตาบอด พากลับไปหาหมอหลายครั้ง จนท้อ ได้แต่โทษตัวเองว่าเป็นคนทำให้แม่ตาบอด
เธอเล่าว่า เดิมแม่เป็นต้อกระจกตาข้างซ้าย มองไม่ค่อยเห็น จะมองได้แค่ระยะใกล้ประมาณ 3 ฟุต จึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษา ซึ่งหมอก็นัดผ่าต้อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา และนัดติดตามอาการในวันที่ 10 เมษายน
หลังจากกลับมาอยู่บ้าน แม่อาการไม่ค่อยดี ตาซ้ายแดง มีน้ำตาไหลตลอดเวลา และปวดตาข้างที่ผ่าตัด จึงตัดสินใจพาแม่กลับไปหาหมอที่โรงพยาบาลอีกครั้งก่อนกำหนดพบหมอ คือในวันที่ 4 เมษายน ได้พบแพทย์แผนกฉุกเฉิน จ่ายยาแก้ปวด และยาหยอดตา แล้วให้กลับบ้านไป
จากนั้นวันที่ 10 เมษายน ก็มาพบหมอตามนัด พบหมอที่ทำการผ่าตัดให้แม่ ตรวจไม่พบค่าความดันตา แล้วก็นัดมาติดตามอาการอีกครั้งวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งตัวเองคิดว่าระยะเวลานัดมันนานเกินไป เกือบเดือน ไม่คิดจะรักษาอะไรอีกแล้วเหรอ แต่ก็อดทนรอจนถึงวันนัด แต่กลับไม่พบหมอที่รักษา ได้เจอหมออีกคน ตรวจพบว่า หมอที่ทำการผ่าต้อกระจก ไม่ได้ใส่เลนส์แก้วตาเทียมให้ จึงนัดให้กลับไปพบหมอที่ผ่าตัดในวันที่ 11 เมษายน
เมื่อได้พบกับหมอที่ทำการผ่าต้อให้แม่แล้ว คำตอบจุกอกมาก เมื่อหมอบอกว่า ตาของแม่ไม่สามารถกลับมามองเห็นได้อีกแล้ว และนัดให้ไปพบหมออีกคนหนึ่งที่จะมาให้การช่วยเหลือ เมื่อพบกับหมอที่บอกว่าจะมาช่วยแม่ คำตอบไม่ได้ต่างกันเลย นั่นคือไม่มีเลนส์แก้วตา ช่วยอะไรไม่ได้
สุดท้าย หมอที่ทำการผ่าต้อให้แม่ ก็แจ้งว่าแม่สูญเสียการมองเห็น เลนส์ตาปิดจนไม่สามารถส่องตรวจ แม้ขยายม่านตาก็ไม่เห็นดวงตา สาเหตุน่าจะมาจากภาวะความดันตาสูง และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด
หลังทราบเรื่อง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ได้นัดจะพาผู้เสียหายไปพบกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนั้น เพื่อรับฟังคำชี้แจง และแนวทางการช่วยเหลือเยียวยา