ลูกสาว ร้องขอความเป็นธรรม หลังแม่วัย 73 ปี เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่ รพ.แห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา แต่ภายหลังเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยแพทย์ที่ไม่ใช่ผู้ผ่าตัด เผยว่า ไม่ได้มีการใส่เลนส์แก้วตาเทียม ทำให้แม่ไม่สามารถมองเห็นได้
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นางเตือนใจ อายุ 46 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวของ นางพัด อายุ 73 ปี โดยระบุว่า แม่ได้เข้ารับการผ่าตัดรักษาต้อกระจกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ภายหลังการผ่าตัด ช่วงแรกอาการโดยรวมเป็นปกติ แต่ต่อมามีอาการปวดดวงตาซ้ายที่เข้ารับการผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง มีน้ำตาไหลตลอดเวลา และเริ่มมีอาการตามัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นได้ และสูญเสียการมองเห็นในที่สุด
นางเตือนใจ ลูกสาว เผยว่า ก่อนแม่เข้ารับการรักษา แม่ยังพอมองเห็นได้บ้าง แม้การมองเห็นจะไม่ชัด แต่ยังสามารถมองเห็นตัวหนังสือได้ประมาณ 3 บรรทัด จึงพาไปพบแพทย์และได้รับการนัดผ่าตัดในวันที่ 24 มีนาคม โดยเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่คืนวันที่ 23 มีนาคม และกลับบ้านในวันที่ 25 มีนาคม หลังการผ่าตัด แพทย์ได้นัดติดตามอาการอีกครั้งในวันที่ 11 เมษายน แต่ระหว่างนั้นแม่มีอาการตาแดง น้ำตาไหลตลอดเวลา และมีอาการปวดตาอย่างมาก จึงต้องกลับไปพบแพทย์ก่อนวันนัดในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งแพทย์ได้จ่ายยาแก้ปวดและยาหยอดตาให้ โดยระบุว่ายาหยอดตาไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้มากนัก
ต่อมาเมื่อเข้าพบแพทย์ผู้ผ่าตัดตามนัด แพทย์ได้ตรวจอาการเบื้องต้นและแจ้งว่าค่าความดันตาไม่มี แต่ไม่มีการนัดตรวจเพิ่มเติมในระยะใกล้ โดยเลื่อนนัดออกไปเป็นวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งครอบครัวมองว่าระยะเวลาห่างจากการรักษาค่อนข้างนาน
กระทั่งวันที่ 19 พฤษภาคม แม่ได้เข้าพบแพทย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แพทย์ผู้ผ่าตัด โดยได้รับแจ้งว่าไม่ได้มีการใส่เลนส์แก้วตาเทียม ทำให้แม่ไม่สามารถมองเห็นได้ จากนั้นจึงถูกนัดกลับมาพบแพทย์ผู้ผ่าตัดอีกครั้งเพื่อตรวจอาการ หลังจากมีการตรวจเพิ่มเติม แพทย์ได้แจ้งกับครอบครัวว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขการมองเห็นได้แล้ว เนื่องจากแม่สูญเสียการมองเห็นไปแล้ว เลนส์ตาปิดจนไม่สามารถส่องตรวจเห็นภายในดวงตาได้ แม้จะขยายม่านตาก็ไม่สามารถรักษาได้ โดยสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับภาวะความดันตาสูงและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัด
นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า แม่เคยประกอบอาชีพค้าขายและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หลังจากสูญเสียการมองเห็น การใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น เดินเหินไม่สะดวก ต้องคอยระมัดระวังตลอดเวลา โดยก่อนเข้ารับการผ่าตัด แม่คาดหวังว่าดวงตาที่รักษาจะกลับมามองเห็นได้ดีเช่นเดียวกับอีกข้างหนึ่ง และไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องกลายเป็นผู้พิการทางสายตา
ทั้งนี้ ครอบครัวอยากให้ทางโรงพยาบาลออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการรักษาที่เกิดขึ้น รวมถึงแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแม่ ซึ่งปัจจุบันสูญเสียการมองเห็นและได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
ด้านนางพัด(ยายผู้เสียหาย) เปิดเผยว่า ก่อนเข้ารับการรักษามีปัญหาเรื่องสายตาเนื่องจากเป็นต้อกระจกมานานแล้ว จึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด เพราะต้องการให้มองเห็นชัดขึ้นเพื่อจะได้ดูแลแม่ที่มีอายุ 96 ปี และสามารถทำอาหารให้แม่รับประทานได้ตามปกติ โดยก่อนหน้านี้ได้เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่ตาขวาก่อน ซึ่งผลการรักษาเป็นไปด้วยดี มองเห็นชัดเจนขึ้น จึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่ตาซ้ายเพิ่มเติม โดยหวังว่าจะกลับมามองเห็นได้ชัดทั้งสองข้าง หลังผ่าตัดตาซ้ายเสร็จได้ไม่นาน กลับมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ลูกสาวจึงพาไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉิน แต่ได้รับคำแนะนำให้กลับมาพบแพทย์เฉพาะทางในวันถัดไป เมื่อเข้ารับการตรวจ แพทย์ได้จ่ายน้ำตาเทียมและยาให้รับประทาน แต่หลังจากนั้นอาการปวดก็ยังไม่ดีขึ้น
คุณยายเล่าว่า หลังการผ่าตัดตาซ้าย ตนไม่สามารถมองเห็นได้อีกเลย แต่ในช่วงแรกไม่ได้ติดใจหรือสอบถามแพทย์มากนัก เพราะคิดว่าอาการผิดปกติบริเวณม่านตาน่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง จึงไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
“ตอนนั้นยายคิดว่าเดี๋ยวมันก็คงหาย ไม่คิดเลยว่าจะทำให้ตาบอด ทุกวันนี้ตาซ้ายมองไม่เห็นแล้ว เหลือมองเห็นแค่ตาขวาข้างเดียว รู้สึกเสียใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนที่ถามหมอ หมอก็บอกว่ามองไม่เห็นแล้ว ทำอย่างไรก็กลับมามองไม่เห็นเหมือนเดิม”
คุณยายกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า เดิมทีตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเพราะหวังว่าจะกลับมามองเห็นชัดเจนทั้งสองข้าง เพื่อจะได้ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกขึ้น และสามารถทำอาหารดูแลแม่วัย 96 ปีได้เหมือนเดิม แต่กลับต้องสูญเสียการมองเห็นที่ตาซ้าย จนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก