อภิสิทธิ์ จี้ทบทวนใหม่ เงื่อนไขบัตรคนจน ตัดสิทธิพ่อแม่ ชี้ รัฐเข้มงวดผิดทาง

อภิสิทธิ์ จี้ทบทวนใหม่ เงื่อนไขบัตรคนจน ตัดสิทธิพ่อแม่ ชี้ รัฐเข้มงวดผิดทาง

View icon 29
วันที่ 5 มิ.ย. 2569 | 14.21 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
อภิสิทธิ์ ชี้ รัฐแจงเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ยังไม่ตอบโจทย์ จี้ทบทวนใหม่ เงื่อนไขลดหย่อนภาษี ตัดสิทธิบัตรคนจนพ่อแม่ ไม่ใช่การมุ่งเป้า ซัด รัฐเข้มงวดผิดทาง

วันนี้ (5 มิ.ย.69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของฝ่ายค้านเกี่ยวกับกฎหมายเงินกู้ 2 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ศาลเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลก็พยายามชี้แจง แต่ตนมองว่าสิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้น “ยังไม่ตรง” แม้จะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม  มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่าเงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน

ดังนั้น การทุ่มเงินลงไป 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่ชี้แจงว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรนั้น ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่ และจากการลงพื้นที่พบปะประชาชน มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบาย "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษี ซึ่งตนได้อภิปรายในสภาฯ ไปแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบ "มุ่งเป้า" (Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่าพวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้คนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิเขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่าจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ทั้งนี้ ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว

เมื่อถามว่า ประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เห็นด้วย ซึ่งเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯ เพียงแต่บอกว่า "ไม่ให้เลือกโดยตรง" เท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา

“ในฐานะที่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลและองค์กรอิสระ เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่า 'ไม่ให้เลือกโดยตรง' นั้นหมายความว่าอย่างไร ซึ่งน่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว