ข่าวเย็นประเด็นร้อน - ภายหลังที่ฝ่ายกัมพูชา ยื่นหนังสือถึงยูเอ็น เพื่อขอเข้า “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” ภายใต้กฎหมาย UNCLOS กับไทย กลไกดังกล่าวมีขั้นตอนอย่างไร แล้วฝ่ายไทยจะปกป้องผลประโยชน์ประเทศอย่างไร ติดตามได้จากรายงานพิเศษ คุณอนันตชัย วัชรเสถียร
ภายหลัง 'MOU 2544' จะถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นกุญแจไขทางออก ในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา แต่ผ่านไปกว่า 25 ปี กลับไร้ความคืบหน้า จนนำมาสู่การยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ในปัจจุบัน
ทั้งสองฝ่ายจึงต้องหันมาพึ่งกฎหมายสากลอย่าง 'UNCLOS' (อันครอส) หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล โดยฝั่งไทยคาดหวังว่าหลักเกณฑ์สากลนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเจรจาทวิภาคี เพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมร่วมกัน
แต่สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้น เมื่อกัมพูชาปฏิเสธการพูดคุย แล้วเลือกข้ามขั้น ด้วยการยื่นเรื่องต่อเลขาธิการ UN เพื่อเปิด 'กระบวนการประนอมภาคบังคับ' ดึงคนกลางเข้ามามีส่วนร่วม แทนการเจรจาทวิภาคีแบบเดิม"
ขั้นตอนของกลไกนี้ คือการตั้งคณะกรรมการ 5 คน โดยไทย และกัมพูชาต้องส่งรายชื่อผู้เชี่ยวชาญจากบัญชีของ UN ฝ่ายละ 2 คน จากนั้นกรรมการทั้ง 4 คน จะร่วมกันเลือก 'ประธาน' คนที่ 5 ขึ้นมา โดยคณะประนอมนี้จะทำหน้าที่รับฟัง พิจารณาข้อเรียกร้อง และข้อคัดค้านของฝ่ายต่าง ๆ ก่อนรวบรวมเป็นความเห็น และข้อเสนอแก่รัฐภาคี เพื่อให้บรรลุข้อพิพาทระหว่างกัน โดยมีระยะเวลาการทำงาน 1 ปี หรืออาจนานกว่านั้น หากคดีมีความซับซ้อน
ส่วนฝั่งไทย ที่ประเมินเกมนี้ไว้อยู่แล้ว การเดินหมากรุกของกัมพูชาจึงไม่เหนือความคาดหมาย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมการล่วงหน้า ระดมทีมที่ปรึกษากฎหมายระดับโลก แถมมีดีกรีไม่ธรรมดา ต่างเคยว่าความในศาลโลกมาแล้ว พร้อมปกป้องผลประโยชน์ประเทศ
แต่สิ่งที่สำคัญ คือ กลไกดังกล่าว 'ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย' รายงานของคณะประนอม ไม่เหมือนคำพิพากษาศาลโลก ไม่สามารถชี้ขาดได้ หากสุดท้ายแล้วทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ ข้อเสนอนั้นก็เป็นได้แค่พิมพ์เขียวแผ่นหนึ่ง ที่ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างก็ต้องกลับมาเจรจากันเองอยู่ดี
แม้เส้นทางนี้ไทยไม่ได้เลือก แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะยอม นาทีนี้ทุกหมากบนกระดานถูกวางไว้ด้วยความไม่ประมาท พร้อมเปลี่ยนเป็น 'เกมรุก' เพื่อปิดเกม และปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ"