ชัชชาติ แจงคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกาย ยังไม่จบ ส่งบอร์ด ก.ก. รื้อโทษใหม่  พร้อมประสาน ป.ป.ช. ฟันอาญา

ชัชชาติ แจงคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกาย ยังไม่จบ ส่งบอร์ด ก.ก. รื้อโทษใหม่ พร้อมประสาน ป.ป.ช. ฟันอาญา

View icon 49
วันที่ 9 มิ.ย. 2569 | 18.38 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
คนผิดไม่รอด “ชัชชาติ” ยันคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกาย ยังไม่จบ ชี้ ลงโทษหักเงิน 600 บาท เป็นแค่ผลชั้นต้น ส่งบอร์ด ก.ก. รื้อโทษใหม่ พร้อมประสาน ป.ป.ช. ฟันอาญา ลั่น หากมีโอกาสกลับมา จะตามเรื่องต่อให้ถึงที่สุด

วันนี้ (9 มิ.ย.69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย นายจักกพันธุ์ ผิวงาม, รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมกันแถลงชี้แจงการตรวจสอบกรณีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. หลังนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงผลสอบวินัยข้าราชการ กทม. และบทลงโทษตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาท

นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า กระบวนการลงโทษยังไม่สิ้นสุด และไม่ใช่รอด “ยกแก๊ง” ตามข่าว ขณะนี้ยังมี 3 กระบวนการที่ต้องดำเนินต่อ คือ การสอบวินัยของ กทม. โดยคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) สั่งให้ทบทวนผลการลงโทษใหม่แล้ว ส่วนการเรียกค่าเสียหายทางละเมิด ยังไม่สิ้นสุด และกระบวนการสุดท้ายคือ การตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง กทม. ส่งเรื่องให้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงแรกของคดี โดยอำนาจการสอบสวนของ กทม. อยู่ในกรอบวินัยราชการเป็นหลัก ขณะที่ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบในวงกว้างและลึกกว่า โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การฮั้วประมูล หรือความเชื่อมโยงกับผู้รับเหมา จึงต้องให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบคู่ขนาน

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับลำดับการดำเนินการ เมื่อมีข้อมูลร้องเรียนและมีรายงานจากหน่วยงานตรวจสอบ ทาง กทม. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงใน 7 โครงการแรก ก่อนพบว่ามีมูล จึงตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระดับผู้บริหารในระบบราชการ กทม. ส่วนเหตุที่เริ่มจาก 7 โครงการก่อน เพราะเป็นชุดข้อมูลแรกที่มีประเด็นชัดเจน แต่หากการสอบสวนพบว่ามีมูลหรือมีหลักฐานเพิ่มเติม ก็ต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นทั้งหมด ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมการสอบสวนเสนอผลขึ้นมา ตนเห็นว่าโทษที่เสนอยังไม่รุนแรงพอ จึงให้กลับไปสอบสวนใหม่ให้ละเอียด แต่เมื่อผลสอบกลับมายืนยันในแนวทางเดิม จึงให้ส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการใหญ่ที่มีอำนาจพิจารณาโทษทางวินัยขั้นสุดท้าย

นายชัชชาติ กล่าวย้ำว่า คำว่าเห็นชอบในขั้นตอนดังกล่าว ไม่ใช่การเห็นชอบกับบทลงโทษ 600 บาท แต่เป็นการเห็นชอบให้ส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาต่อ และขณะนี้คณะกรรมการดังกล่าวก็เห็นว่าผลสอบยังไม่เพียงพอ จึงมีมติให้สอบสวนเพิ่มเติม แต่การจะเข้าไปสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนลงโทษแบบใดแบบหนึ่งโดยตรง ทำไม่ได้ เพราะระบบราชการต้องมีคณะกรรมการและกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและฝ่ายประชาชนที่ต้องการความโปร่งใส

“เมื่อผมรู้เรื่องเงิน 600 บาท ผมไม่เคยเห็นชอบนะ ให้กลับไปสอบใหม่ด้วยซ้ำ พอสอบใหม่มาครั้งที่สอง มันกลับมาเหมือนเดิม ผมก็เลยให้เอาเรื่องเข้าคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะเขามีอำนาจสูงสุด แต่ ยู่ดีๆ ผมจะไปสั่งให้ไล่ออกเลย ทั้งที่ใจอาจจะอยากไล่ออกนะ ก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีกระบวนการที่ต้องมีกรรมการอยู่ ต้องดูทั้งสองฝั่ง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝั่ง” นายชัชชาติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ทวิดา ชี้แจงว่า การตัดเงินเดือนที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนราชการ เมื่อมีผลสอบสวนเสนอขึ้นมา ผู้มีอำนาจต้องสั่งลงโทษไปก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดแล้ว เพราะเมื่อเรื่องขึ้นสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการฯ เห็นว่ายังมีข้อเท็จจริงหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สอบสวนใหม่ หากการสอบสวนเพิ่มเติมพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครก็มีอำนาจกำหนดโทษที่สูงขึ้นได้ ตั้งแต่ลดขั้นเงินเดือน ไปจนถึงปลดออกหรือไล่ออก หากพบว่ามีความผิดร้ายแรง

รศ.ดร.ทวิดา ระบุว่า ช่วงที่นายชัชชาติ บริหาร กทม. ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบทุจริตตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ 7 โครงการ ก็สั่งให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตของ กทม. และมีหน่วยงานตรวจสอบภายนอกเข้าร่วม ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ปปป. และหลังจากได้รับเรื่องไม่นาน กทม. ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการทั่วไป โดยภายในช่วงเวลาประมาณครึ่งปี ก็มีผลการสอบสวนขั้นต้นเสนอขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร นายชัชชาติ กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. พบหลักฐานที่หนักกว่า เช่น เส้นทางการเงินหรือการฮั้วประมูล ก็สามารถนำไปสู่โทษที่รุนแรงขึ้นได้ เช่น ไล่ออกก็ต้องไล่ออก ที่ผ่านมาเคยมีหลายกรณีที่การสอบวินัยภายในอาจเห็นเป็นโทษไม่ร้ายแรง แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว พบความผิดร้ายแรง ก็ต้องดำเนินการตามผลของ ป.ป.ช.

เมื่อถามถึงการตั้งข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปก หรือปัญหาในกระบวนการ e-Bidding นายชัชชาติ กล่าวว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีระบบตรวจสอบบางส่วนอยู่แล้ว เช่น การเปิดให้ร้องเรียน TOR หากเห็นว่ามีการล็อกสเปก แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การตั้งราคากลางและรายละเอียดโครงการที่ต้องเหมาะสม เพื่อลดช่องว่างการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง ในกรณีเครื่องออกกำลังกาย ปัญหาหนึ่งคือการกำหนดราคากลางทำได้ยาก เนื่องจากอุปกรณ์มีความหลากหลายด้านคุณสมบัติ แต่หลังเกิดกรณีนี้ กทม. ได้เห็นจุดอ่อนของกระบวนการ และนำไปสู่การปรับปรุงการเสนองบประมาณให้ละเอียดขึ้น ไม่สามารถเสนอข้อมูลแบบสั้นหรือไม่ครบถ้วนเหมือนเดิมได้

นายชัชชาติ ระบุว่า จากกรณีนี้ ทำให้ กทม. ปรับปรุงระบบใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบภายนอกให้เข้มข้นขึ้น ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ปปป. 2. ปรับกระบวนการเสนองบประมาณให้มีรายละเอียดมากขึ้นตั้งแต่ต้นทาง และ 3. ปรับกระบวนการสอบสวนวินัยให้รัดกุม รวดเร็ว และตรวจสอบได้มากขึ้น ย้ำว่าการลงโทษผู้กระทำผิดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกในอนาคต โดยเฉพาะการอุดช่องว่างในกระบวนการตั้งงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการสอบสวนวินัย

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุด เพราะกระบวนการยังไม่จบ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร และ ป.ป.ช. รวมถึงต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การทุจริตเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและแก้ไม่ง่าย แต่ต้องพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากไม่พูดถึงปัญหานี้ ก็ไม่มีทางแก้ไขได้ และจะกลายเป็นภาระต่อคนรุ่นหลัง

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าทีมงานของนายชัชชาติอาจไม่ใสซื่อ นายชัชชาติ กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ตนขอรับผิดชอบทั้งหมด และหากพบว่ามีผู้ใดไม่สุจริต ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการอย่างชัดเจน “ผมเป็นหัวหน้าทีม ถ้ามีปัญหาผมรับผิดชอบ ถ้ามีคนไหนไม่บริสุทธิ์ ไม่ดี ผมก็ต้องให้ออก” ยืนยันว่าเรื่องความโปร่งใสควรเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะระดับเมือง แต่ต้องเป็นวาระระดับประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง