วันนี้ (10 มิ.ย. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย (กก.6 บก.ทล.) ร่วมกันจับกุม นายประสิทธิ์ อายุ 48 ปี โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่มิได้เกิดกับประชาชนแต่เกิดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน โดยประการที่น่าจะรู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ตามหมายจับของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 166/2569 ลง วันที่ 25 กุมภาพัน 2569
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารในพื้นที่ ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร
พฤติการณ์แห่งคดี ตามนโยบายการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ของ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti Cyber Scam Center โดยมี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช เป็นหัวหน้าศูนย์ ได้มีนโยบายให้ ตำรวจทางหลวง ทำการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่อาจใช้เส้นทางบนถนนหลวง เป็นเส้นทางในการหลบหนี หรือเป็นทางผ่านในการเคลื่อนย้ายฐานที่ตั้ง หลังมีการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์อย่างจริงจัง
โดยเมื่อปี พ.ศ. 2567 พนักงานสอบสวน สภ.ท่าเรือ จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จาก นางสาวกาญจนา (ผู้เสียหาย) ว่า ถูกนายประสิทธิ์ หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อร่วมทำงานหารายได้พิเศษผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเงินรวมทั้งสิ้น 219,403 บาท ก่อนทราบภายหลังว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี จนนำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหารายดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสายลับผู้ประสงค์เงินรางวัลนำจับ ว่าจะมีผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกาญจนบุรี คือนายประสิทธิ์ จะมาปรากฏตัวที่ พื้นที่จ.มุกดาหาร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อวางแผนเข้าทำการตรวจสอบบุคคลตามหมายจับ
เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเดินทางไปถึงบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร พบชายมีลักษณะ รูปพรรณ ตรงตามที่ได้รับแจ้ง มากับเพื่อนที่บริเวณภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบ เพื่อยืนยันตัวบุคคล พบว่าเป็นนายประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับดังกล่าวจริง จึงได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าเรือ เพื่อตรวจสอบหมายจับ นายประสิทธิ์ โดยละเอียดอีกครั้ง
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรท่าเรือ แจ้งว่านายประสิทธิ์ เป็นบุคคลที่มีหมายจับ และต้องการตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเข้าใจดีแล้ว จึงได้ทำบันทึกการจับกุมตามหมายจับและนำตัวผู้ต้องหาส่ง พงส. สถานีตำรวจภูธรท่าเรือ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังพบว่า ผู้ต้องหารายนี้มีความเกี่ยวข้องกับคดีในลักษณะหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษอีกอย่างน้อย 7 คดี กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย คดีของ สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 2 คดี, สภ.เมืองนครราชสีมา 1 คดี, สน.สายไหม 1 คดี, สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 1 คดี, สน.แสมดำ 1 คดี และ สน.บางมด 1 คดี โดยมูลค่าความเสียหายที่ปรากฏข้อมูลรวมกันไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท
สอบภามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น นายประสิทธิ์ แจ้งว่าตนนั้นเคยต้องโทษจำคุกคดีลักทรัพย์เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน พึ่งพ้นโทษมา และรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา