พิพากษา ประหารชีวิต 2 อุยกูร์ วางระเบิดแยกราชประสงค์ พร้อมปรับคนละ 1,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้หน่วยงานต่างๆ

พิพากษา ประหารชีวิต 2 อุยกูร์ วางระเบิดแยกราชประสงค์ พร้อมปรับคนละ 1,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้หน่วยงานต่างๆ

View icon 177
วันที่ 11 มิ.ย. 2569 | 15.35 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษา ประหารชีวิตสถานเดียว 2 อุยกูร์ วางระเบิดแยกราชประสงค์ ทำให้คนตาย 20 ราย พร้อมปรับคนละ 1,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้หน่วยงานต่างๆ รวมประมาณ 1.5 ล้านบาท ชี้ พยานหลักฐาน และภาพวงจรปิดมัดตัวชัดเจน ขณะที่ลายนิ้วมือ รอยฝ่ามือแฝงในห้องเก็บสารเคมี ตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือจำเลย

วันนี้ (11 มิ.ย.69) ที่ห้องพิจารณาคดี 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ. 2742/2562 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือนายอาเด็ม คาราดัค จำเลยที่ 1 และนายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 ในความผิดฐาน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กระทำความผิด, ฐานฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง, ร่วมกันพยายามทำให้เกิดระเบิด, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รับอันตรายสาหัสแก่กายและทรัพย์, ร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยนายบิลาลถูกฟ้องในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

คดีนี้เมื่อวัน 23 พ.ย. 2558 อัยการศาลทหารกรุงเทพฯ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 50/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2562 ศาลทหารกรุงเทพฯ มีคำสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้


โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ คำฟ้องข้อ 1 (ก) เมื่อระหว่างกลางเดือน ก.ค. 2558 ถึงวันที่ 17 ส.ค. 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมมีระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด อันเป็นวัตถุระเบิดที่จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมประกอบจัดทำขึ้นเอง และเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้

คำฟ้องข้อ 1 (ข) เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันพาวัตถุระเบิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) 1 ชุด ไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร

คำฟ้องข้อ 1 (ค) จำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ข) 1 ชุด ไปวางไว้บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทำงาน จึงไม่เกิดระเบิด ทำให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ถึงแก่ความตาย
 
คำฟ้องข้อ 1 (ง) เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) อีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร

คำฟ้องข้อ 1 (จ) ภายหลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) และ (ง) แล้ว จำเลยที่ 2 นำวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คน และได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ

คำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ช) เมื่อระหว่างกลางเดือน ก.ค. 2558 ถึงวันที่ 29 ส.ค. 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม อันเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ และเป็นยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

คำฟ้องข้อ 1 (ฌ) และ (ญ) เมื่อประมาณเดือน พ.ค. 2558 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 221, 225, 289, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15, 42 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12, 81 ริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ,  364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาท แก่สำนักสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหามหานคร  จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จำนวน 1 ชุด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำ ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ) 

โจทก์มีพยานบุคคลเบิกความ 12 ปากสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำบุคคลใด โดยพยานโจทก์ปาก พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ (ยศในขณะนั้น) เบิกความยืนยันถึงวิธีการสืบสวนหาตัวคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุ และบริเวณใกล้เคียง พบว่าก่อนเกิดเหตุมีชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลืองนำกระเป้าเป้ไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้กับศาลท้าวมหาพรหม เมื่อชายดังกล่าวเดินออกไป จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้น เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดวัตถุพยานที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฎเหตุการณ์ขณะที่ชายสวมเสื้อสีเหลืองลงจากรถสามล้อรับจ้างบริเวณด้านข้างโรงแรม เดินมุ่งหน้าไปยังศาลท้าวมหาพรหมและนั่งลงที่ม้านั่ง ปลดและวางกระเป้าเป้ไว้ที่ม้านั่ง แล้วลุกขึ้นทำท่าทางถ่ายรูป จากนั้นเวลา 18.53 น. ชายดังกล่าวเดินออกไป ไม่มีบุคคลใดมายังที่นั่งดังกล่าวอีก จนเวลา 18.56 น.เกิดเหตุระเบิดขึ้น 

จากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุระเบิด ชายสวมเสื้อสีเหลืองได้เดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยมีชายสวมเสื้อสีม่วงไปพบกับชายสวมเสื้อสีเหลืองด้วย และมีการส่งมอบสิ่งของให้กันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มีพยานโจทก์เป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณชอยเจริญนคร 61 ไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพงยืนยันว่า ชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 และพยานที่เป็นคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงไปส่งยังสถานที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 เช่นกัน ขณะที่พยานคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีม่วงจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพงไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าใกล้กับจุดเกิดเหตุยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีม่วงคือจำเลยที่ 2 และชี้ยืนยันในชั้นพิจารณา 

แม้หลังเกิดเหตุคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากสถานที่เกิดเหตุไปส่งที่สวนลุมพินี จะไม่ยืนยันว่าเป็นจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อสีเหลืองเป็นเสื้อสีเทาในห้องน้ำภายในสวนลุมพินีแล้ว ปรากฏว่าชายสวมเสื้อสีเทาไปปรากฏตัวอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อ ใกล้ซอยสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ในเวลา 21.05 น. เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่โจทก์อ้างส่งปรากฎภาพจำเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเทาตามที่พยานโจทก์เบิกความจริง และเมื่อมีการตรวจยึดเสื้อสีเทาได้ที่ห้องพักภายในอะพาร์ตเมนต์ที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ ก็เหมือนกับเสื้อสีเทาที่มีการสวมใส่ในวันเกิดเหตุ และจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดปรากฎภาพจำเลยที่ 2 สวมเสื้อสีม่วงเดินผ่านกล้องวงจรปิดเช่นกัน อีกทั้งจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองก็ปรากฏว่าในช่วงดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันด้วย 

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านั้นจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่า พยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างฐานที่อยู่และนำสืบว่าถูกบังคับทรมาน อันเป็นการต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฎเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนกระทำเช่นนั้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอบ ตามคำฟ้องฟ้องข้อ1 (ก) ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำฟ้องฟ้องข้อ 1 (ง) ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นเหตุให้ บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง ไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกัน ใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ) ส่วนความผิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) ที่เหลือ (ข) และ (ค) 

แม้ศาลจะรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดข้างต้นก็ตาม แต่ความผิดทั้งสามฐานนี้โจทก์มีเพียง พ.ต.อ.นพศิลป์ เบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่พบจำเลยที่ 1 เดินทางด้วยรถแท็กซี่ไปที่ซอยเจริญนคร 61 แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส โดยอ้างภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ตามวัตฤพยานดังกล่าวไม่ปรากฏภาพขณะที่จำเลยที่ 1 นำสิ่งของที่อ้างว่าเป็นวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือแต่อย่างใด และเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดวัตถุระเบิดจากท่าเรือเป็นของกลางได้ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนนี้มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำฟ้อง ข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความยืนยันเกี่ยวกับการตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 414 ที่อะพาร์ตเมนต์ พบสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม จากการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดและเป็นยุทธภัณฑ์ โดยทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความเป็นผู้ดูแลอะพาร์ตเมนต์ว่า จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 ส่วนห้อง 414 ปิดประตูล็อกไว้ ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เคยมาพักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 และ 414 ด้วย จากคำเบิกความของเจ้าพนักงานผู้ตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง พบว่าลายนิ้วมือและรอยฝ่ามือแฝงซึ่งเจ้าพนักงานตรวจเก็บจากห้อง 412 และ 414 มีจุดลักษณะพิเศษของลายเส้นตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ ยังมีพยานโจทก์อีก 3 ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ที่ค้นพบในห้องพักดังกล่าวด้วย

ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่ามีการค้นพบของกลางเหล่านั้นที่ห้องพักจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต สำหรับของกลางที่โจทก์นำสืบว่าตรวจยึดได้อีกหลายรายการจากการตรวจค้นห้องเลขที่ 9106 หอพักอีกแห่งนั้น เมื่อไม่ปรากฏของกลางส่วนนี้ในคำฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1(ฌ) และ (ญ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2558 ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับบุคคลอื่นหลายครั้ง ทั้งก่อนเกิดเหตุมีพยานโจทก์เห็นจำเลยที่ 1 ที่พักอาศัยอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็รับว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรตามคำฟ้องของของโจทก์จริง

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 224 วรรคแรก วรรคสอง, 289  (4),ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 38, 55, 74, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง, ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง, ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท

ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี

ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต  จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหมและอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย 126 คน กับทั้งทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้ศาลนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง

เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว และปรับคนละ 1,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ,  364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาท แก่สำนักสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหามหานคร หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูชาติ กันภัย และนาย จำเริญ พนมภคากร  ทนายความของจำเลย เปิดเผยว่า ศาลได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคนในข้อหาที่ทำให้เกิดระเบิดและมีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความ ยืนยันว่า จะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน เนื่องจากยังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย

ทั้งนี้ ทนายความ ปฏิเสธว่า ทีมต่อสู้คดีไม่ได้เพลี่ยงพล้ำ แต่ได้ทำหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนตามข้อมูลที่มีอยู่ และหลังจากนี้จะขอตรวจสอบคำพิพากษาอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีถึง 3 ศาล จึงยังต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ส่วนกรณีที่นายไมไรลี ตะโกนที่แปลงบัลลังก์ เป็นเพราะรู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษา พร้อมทั้งยังปฏิเสธกรณีของจำเลยที่ต่อสู้ว่าไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ โดยยืนยันว่านายอาเด็มไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยได้ แต่นายไมไรลีสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้และพอจะพูดภาษาไทยได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง