เช้านี้ที่หมอชิต - คดีเหตุลอบวางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ ต่อเนื่องสะพานตากสิน เมื่อ 11 ปีก่อน ศาลฯ พิพากษาว่าจำเลยทั้ง 2 คน ผิดจริง ให้ "ประหารชีวิตสถานเดียว" อะไรที่มัดตัวจำเลยคดีนี้ ไปย้อนดูหลักฐานในการเอาผิด
ย้อนกลับไปช่วงใกล้ ๆ 19.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม ปี 2558 เป็นอีกโศกนาฏกรรมที่คนไทยไม่ลืม เหตุระเบิดใจกลางกรุงเทพฯ บริเวณแยกราชประสงค์ มีผู้เสียชีวิต 16 คน บาดเจ็บมากกว่า 130 คน คดีนี้ตำรวจสืบสวนออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 17 คน แต่จับกุมได้เพียง 3 คน เท่านั้น คือ นายอาเด็ม คาราดั๊ก "ชายเสื้อเหลือง" ที่นำเป้ใส่ระเบิดไปวางทิ้งไว้ในศาลพระพรหม, นายไมไรลี ยูซูฟู ผู้จัดหาซื้อสารเคมี และประกอบชิ้นส่วนระเบิด และ นางสาววรรณา ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเปิดที่พักให้กลุ่มผู้ต้องหา แต่ต่อมาปี 2567 นางสาววรรณา พิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง จึงพ้นผิด
คดีนี้ ศาลฯ อ่านคำพิพากษาแบ่งเป็น 3 ช่วง ใช้เวลารวม 3 ชั่วโมง สรุปว่า นายอาเด็ม และ นายไมไรลี กระทำผิดจริง มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ทั้ง 2 คน หักล้างไม่ได้ และคำให้การของจำเลยก็ลำดับเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด จึงวินิจฉัยว่าทั้ง 2 มีส่วนร่วมในการกระทำผิดจริง เฉพาะเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์
ส่วนเหตุระเบิดใต้สะพานตากสิน พยานหลักฐานไม่ชัดเจน จึงยกประโยชน์แก่จำเลย พิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว โดยไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษ
ด้าน ทนายความของทั้ง 2 คน ยืนยันว่า จะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์คดี โดยเห็นว่ายังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่ศาลฯ ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย ส่วนเรื่องที่ นายไมไรลี พูดหลังฟังคำพิพากษาว่า "ขอไว้อาลัยให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทย ตนไม่ยอมรับคำตัดสิน" มองว่าคงเป็นเรื่องความผิดหวังที่ผลคำพิพากษาเป็นแบบนี้ และหลังจากนี้ ตนจะไปเยี่ยมลูกความทั้ง 2 คน อีกครั้งที่เรือนจำ เพื่อหารือเรื่องการต่อสู้คดีต่อไป
ทางฝั่งโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการพัฒนาการสืบสวนสอบสวน และการป้องกันเหตุ ทั้งการอัปเกรดกล้องวงจรปิดที่มีการใช้ระบบ AI มาช่วยติดตามเป้าหมาย เฝ้าระวังยานพาหนะต้องสงสัย การจัดชุดเฝ้าระวังเคลื่อนที่ เทียบเคียงบุคคลตามหมายจับของตำรวจสากล ยอมรับว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในอดีตสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญให้เกิดการบูรณาการด้านข่าวกรอง มั่นใจว่าไม่ว่าจะมีสถานการณ์ใดเกิดขึ้น จะสามารถควบคุมและตามจับคนร้ายได้แน่นอน