ช่อง 7HD ประมวลภาพพระประวัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ เพื่อร่วมน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัย

View icon 44
วันที่ 12 มิ.ย. 2569 | 11.03 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - ช่อง 7HD ขอประมวลภาพพระประวัติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อร่วมน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2521 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2522 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงจรดพระกรรบิดกริบพระเกศา และทรงเจิมพระขวัญ ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งเป็นพิธีรับขวัญให้กับพระราชโอรส พระโอรส พระราชธิดา พระธิดาที่ประสูติใหม่

เมื่อทรงเจริญวัย ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่โรงเรียนราชินี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยทรงปฏิบัติพระองค์เฉกเช่นนักเรียนทั่วไป ทรงร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ อาทิ กิจกรรมไหว้ครู, ทรงรำถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
 
ทรงเข้าค่ายยุวกาชาด ร่วมกับพระสหาย ไม่ว่าจะที่ค่ายพระราม 6 อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยทรงเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในทุกฐานด้วยความสนพระทัย หรือที่ค่ายหลวงบ้านไร่ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี, นอกจากนี้ ในปี 2533 เสด็จไปทรงร่วมในโครงการ ค่ายไฮกุ แค้มป์ปิ้ง ที่เกาะอิคูชิ เมืองเซโตดะ ประเทศญี่ปุ่น และได้ทรงอ่านบทกลอนไฮกุ ที่ทรงพระนิพนธ์ระหว่างการเข้าค่าย ในงาน เอ็กซ์โป 90 ที่นครโอซากา ด้วย

นอกจากนี้ ยังทรงร่วมการประกวดในโครงการ "การประกวดอ่านฟังเสียงไทยศรีนคร" ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในนามโรงเรียนราชินี เมื่อปี 2534 โดยทรงได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และต่อมาได้เสด็จเข้าร่วมการประกวดอีกครั้งในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงอุดมศึกษา ในนามโรงเรียนจิตรลดา เมื่อปี 2538 ทรงได้รับรางวัลชนะเลิศ

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่ โรงเรียนฮีทฟิลด์ ในเมืองแอสคอต สหราชอาณาจักร ในปี 2536 เป็นเวลา 1 ปี ก่อนเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ที่โรงเรียนจิตรลดา

จากนั้น ทรงสอบเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2540 ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อสิ้นภาคเรียนที่หนึ่งของปีการศึกษา 2543 รวมเวลาที่ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนิน และเสด็จไปทรงร่วมในพิธีมอบตัวในฐานะทรงเป็นผู้ปกครองของนักศึกษาใหม่ ในระหว่างที่ทรงศึกษา ได้ทรงร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ในฐานะนักศึกษาอย่างเต็มที่

ทั้งยังได้เสด็จไปทรงทัศนศึกษาวิชากฎหมายของฝรั่งเศส ที่เมือง เอ๊กซ์ ซอง โพรวองส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบซีวิล ลอว์ ซึ่งเป็นรากฐานของประมวลกฎหมายไทย หรือกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นระบบประมวล และมิได้ตัดสินตามแนวคำพิพากษาของศาล อย่างไรก็ตาม แนวคำพิพากษาของศาลยังถือว่ามีน้ำหนักในการพิจารณาคดีความ ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนสำคัญ คือ กฎหมายแพ่งและอาญา และกฎหมายปกครอง

และการเสด็จไปทอดพระเนตรกิจกรรมของศาลแพ่ง ศาลแรงงานกลาง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นับว่าเป็นกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และพระประสบการณ์ในการเสริมหลักสูตรการเรียนการสอน รวมทั้งยังได้ทรงฝึกงานภาคปฏิบัติที่สำนักงานกฎหมายด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงปฏิบัติพระองค์เฉกเช่นเดียวกับนักศึกษาทั่วไป ทรงร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ อาทิ กิจกรรมไหว้ครู กิจกรรมด้านการกีฬา การบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งยังทรงเข้าร่วมกิจกรรมฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ โดยทรงเป็นผู้อัญเชิญธรรมจักร ในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 54 เมื่อปี 2541 ทรงเข้าร่วมในขบวนพาเหรดชุด "เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสครบ 72 พรรษา" ในการแข่งขันกีฬาประเพณีครั้งที่ 55 เมื่อปี 2542 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับสอง ด้วยคะแนนเฉลี่ย 77.64 และได้รับพระราชทานปริญญาบัตร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 โดยทรงเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูงพระองค์แรกที่ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตในประเทศไทย
    
นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาวิชารัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ควบคู่ไปด้วย โดยทรงสำเร็จการศึกษาปริญญารัฐศาสตรบัณฑิต ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

จากนั้น ทรงมุ่งมั่นเข้าสู่เส้นทางนักกฎหมายอย่างเต็มพระองค์ โดยได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล เมืองอิทากา รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ หรือ กลุ่มไอวีลีก โดยทรงใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ เพียง 1 ปี และทรงศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ด้านนิติศาสตร์ จนทรงสำเร็จการศึกษาในปี 2548 ระหว่างนั้น ทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ที่ประเทศไทยควบคู่กันไป ทั้งยังทรงงานด้านการศึกษา โดยทรงเป็นอาจารย์พิเศษ หลักสูตรปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านกฎหมายแก่นักศึกษา ด้วยทรงตั้งพระปณิธานในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา และลดช่องว่างในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา รวมทั้งสร้างความเท่าเทียม และความเป็นธรรม เพื่อพระราชทานโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และให้โอกาสแก่ผู้ต้องขัง และกลายมาเป็นรากฐานสำคัญในการทรงงานขับเคลื่อนด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในเวลาต่อมา