วันนี้ (13 มิ.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ที่ตลาดในพื้นที่เขตบางแคและเขตธนบุรี เป็นไปอย่างคึกคักตลอดเส้นทาง ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการรายย่อยต่างออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมสะท้อนปัญหาปากท้องและฝากความหวังต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของกรุงเทพมหานคร
โดยระหว่างการลงพื้นที่ ดร.มัลลิกา ได้รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มผู้ค้าจำนวนมากที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเดินหน้านโยบาย “Street Food Paradise” อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมการค้าขาย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและร้านอาหารริมทางที่ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานคร
ผู้ค้าหลายรายสะท้อนตรงกันว่า การจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ ไม่ใช่การปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้มีพื้นที่ค้าขายที่ชัดเจน เป็นระเบียบ สะอาด ปลอดภัย และสามารถค้าขายบนทางเท้าได้ในจุดที่เหมาะสมและคนจับจ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
นอกจากนี้ผู้ค้าจำนวนมากยังสะท้อนถึงผลกระทบจากนโยบายในอดีตที่ทำให้หลายครอบครัวสูญเสียรายได้ ต้องย้ายพื้นที่ค้าขาย หรือเผชิญความไม่แน่นอนในการประกอบอาชีพ
โดยส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง จึงเรียกร้องให้ผู้บริหารกรุงเทพมหานครคนใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบของเมืองกับการคุ้มครองอาชีพของประชาชน
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสะท้อนอย่างต่อเนื่อง คือ ปัญหาการแข่งขันทางการค้าจากผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาค้าขายในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
โดยประชาชนบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและการจัดระเบียบแผงค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสประกอบอาชีพของคนไทยในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม
ดร.มัลลิกา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครต้องเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผลักดันแนวคิด “Street Food Paradise” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสม สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งอาหารระดับโลกควบคู่ไปกับความเป็นระเบียบและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ การเพิ่มโอกาสทางอาชีพ และการบริหารจัดการเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น