วิ่งหนีระทึก! ป.3 โมโหถูกประจำชั้นตักเตือน หลังทะเลาะกับเพื่อน กลับบ้านไปหยิบมีดพร้าไล่ทำร้ายครู ภารโรงเข้าเกลี้ยกล่อมวางอาวุธ ด้าน ผู้ใหญ่บ้าน เผย เด็กป่วย วอนหน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยเหลือ
เมื่อวันที่ (14 มิ.ย.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุกระทึกขวัญที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองสกลนคร เด็กชายเอ (นามสมมติ) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อเหตุถือมีดพร้าไล่ทำร้ายครูและเพื่อนนักเรียน ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งโรงเรียน แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา
โดยข้อมูลจาก ต้นอ้อเป็นหนึ่ง ทราบว่าตอนนั้นเด็กชายรายนี้ทะเลาะกับเพื่อน ครูประจำชั้นจึงเข้ามาห้ามไม่ให้ทะเลาะกัน แต่เด็กไม่พอใจ ต่อมาหลังกลับบ้านไป ได้เข้ามาโรงเรียนอีกครั้ง พร้อมถือมีดเข้ามาจะมาทำร้ายครูประจำชั้นที่ตักเตือนตอนทะเลาะกันกับเพื่อน ครูก็ได้วิ่งหนีจนเด็กแตกตื่น กระทั่งภารโรงได้หลอกล่อน้องไปบริเวณสนามเด็กเล่นเกลี้ยกล่อมให้วางมีดลง
ด้าน นายนรินทร์ หาญมนตรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลเหล่าปอแดง กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์เด็กนักเรียนชั้น ป.3 ก่อเหตุจะทำร้ายครูตามที่ปรากฏในคลิป เด็กคนนี้เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องรับยาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเกิดอารมณ์โกรธ เด็กจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ จึงต้องแสดงออกด้วยการกระทำรุนแรงเพื่อเป็นการระบายอารมณ์ ซึ่งมักเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นบ่อยครั้ง
นายนรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนในฐานะผู้นำหมู่บ้านมีความเป็นห่วงเด็กรายนี้อย่างมาก เนื่องจากเด็กอาศัยอยู่กับย่าซึ่งมีอายุมากแล้ว จึงไม่สามารถดูแลเด็กได้เต็มที่ อีกทั้งย่าอาจลืมให้เด็กกินยาในวันที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงอยากวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กได้รับการรักษาที่ถูกต้องและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ เด็กชายเอมีประวัติเข้ารับการรักษาด้านจิตเวชมาเป็นเวลานานตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล โดยเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง พ่อแม่แยกทางกัน และขาดผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา แต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างในระบบการดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางของสังคมไทย ซึ่งคำถามสำคัญที่สังคมกำลังตั้งข้อสังเกตคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีระบบติดตาม ดูแลและช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอแล้วหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียในอนาคต