“อาจารย์เชน ยศชนัน” ชูวิสัยทัศน์เปลี่ยนไทยจาก "ผู้ซื้อ" สู่ "ผู้สร้าง" นวัตกรรม เชื่อมั่นงานวิจัยคุณภาพ ดึงดูดนักลงทุนได้ ไม่ต้องพึ่งพาเส้นสาย
.
ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวานนี้ (14 มิ.ย.69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้พบปะพูดคุย และสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ กับกลุ่มนักเรียนและนักวิชาชีพชาวไทย ณ เมืองไอนด์โฮเฟิน ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง
.
โดยได้กล่าวถึงทิศทางใหม่ของการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) แทนการนำเข้าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรสูงอายุ
.
ศ.ดร.ยศชนัน ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในอดีตที่ประเทศไทย มักแก้ปัญหาด้วยการจัดซื้อเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้และต่อยอดได้อย่างยั่งยืน จึงเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ใหม่ ดังนี้
.
"เมื่อก่อนเรามักจะใช้วิธีการซื้อเทคโนโลยีมาทั้งหมดแล้วนำมาลงที่ประเทศ เราได้ของมาก็จริงแต่เราไม่ได้ความรู้ติดมาด้วย พอของเสียปุ๊บหรือตกรุ่น เราก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องคอยส่งคนมาซ่อม เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจึงต้องเปลี่ยนแนวทาง โดยพูดคุยกับสถานทูตและเครือข่ายนักเรียนไทยในแต่ละที่ ว่าหากใครเห็นเทคโนโลยีหรืออะไรดี ๆ ให้แจ้งมา เราจะดูว่าประเทศไทยทำได้ไหม ถ้าทำได้เราก็จะลองทำดู แต่ถ้าประเทศทำไม่ได้ เราจะใช้วิธีชี้เป้าเลยว่า จะนำเข้ามาเรียนรู้ก่อนบางส่วนแล้วทำเพิ่ม หรืออาจจะต่อยอดด้วยการส่งคนของเราไปเรียนที่นั่นเพื่อให้เกิดความรู้ที่ยั่งยืน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
.
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ภายในประเทศที่อาจทำให้นักเรียนไทยไม่กล้าตัดสินใจเรียนในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้เสนอแนวคิดการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อทลายกรอบข้อจำกัดดังกล่าวว่า
.
"ผมเคยเห็นว่า บางคนอยากเรียน Robotics แต่กลัวว่ากลับประเทศไทยแล้วจะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ กลับไปแล้วจะทำอะไรไม่ได้ ก็เลยเบนเข็มไปทำเกี่ยวกับ Software แทน ซึ่งผมมองว่าอันนั้นถูกครึ่งผิดครึ่ง ความจริงแล้วถ้าเราอยากทำอะไร เราสามารถทำได้เลย โดยมองว่าทั่วโลกนี้คือ Ecosystem ของเรา ถ้าที่ไทยไม่มีเครื่องมือ ไม่เป็นไร เราสามารถใช้การทูตที่เรียกว่า Science Diplomacy เข้ามาช่วย เราอยากเทสต์อะไร อยากทำอะไร หรือผลิตอะไร ขอแค่หาให้เจอว่าที่ไหนในโลกสามารถทำได้ และนี่คือพลังของการที่เราต้องเลิกมองว่าประเทศไทยมีขอบเขตหรือมีรั้วปิดกั้น" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
.
สำหรับการดึงดูดการลงทุนเพื่อต่อยอดเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ระบุว่า การสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ คือ หัวใจสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนระดับโลกวิ่งเข้าหาเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นสาย
.
"ผมมองว่าถ้าวันนี้เราสามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยดีๆ ออกมาได้ มันจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังมาก สมมติว่าผมไม่ได้มีต้นทุนทางสังคม แต่อยากเจอคนเก่ง ๆ หรือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดให้มาร่วมงานกับเรา อาวุธของเราคือการตีพิมพ์ในสิ่งที่ดี ๆ เพราะเมื่อเขาได้อ่านแล้วเห็นศักยภาพ เขาจะติดต่อเรามาเอง ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถพิสูจน์ได้ว่าไอเดียของเรามีคนพร้อมซื้อ ไอเดียของเราสามารถขายได้จริงผ่านการตีพิมพ์ในเจอร์นัลชั้นนำระดับโลก นักลงทุนและคนที่มีความพร้อมก็จะวิ่งเข้าหาเราเอง" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
.
ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวให้กำลังใจนักเรียนและนักวิชาชีพไทยในต่างแดน พร้อมทั้งให้คำมั่นถึงความพยายามในการวางรากฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกคนกลับมาร่วมพัฒนาประเทศ โดยการวางรากฐานนี้คาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมภายในช่วง 2-3 ปีนี้ และในปีที่ 4 จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ว่า ประเทศไทยเริ่มมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นของตัวเองบ้างแล้ว
.