พระกรณียกิจด้านการส่งเสริมความโปร่งใส และการต่อต้านการทุจริตในเวทีนานาชาติ

พระกรณียกิจด้านการส่งเสริมความโปร่งใส และการต่อต้านการทุจริตในเวทีนานาชาติ

View icon 36
วันที่ 15 มิ.ย. 2569 | 17.42 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีพระกรณียกิจอันโดดเด่นในการส่งเสริมหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมขับเคลื่อนบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับโลก

ในช่วงที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศไทยประจำกรุงเวียนนา และผู้แทนถาวรของประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการป้องกันอาชญากรรม การส่งเสริมหลักนิติธรรม และการต่อต้านการทุจริต ภายใต้กรอบความร่วมมือขององค์การสหประชาชาติ

พระอัจฉริยภาพและความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมของพระองค์เป็นที่ประจักษ์จากการที่ทรงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาแห่งสหประชาชาติ (Commission on Crime Prevention and Criminal Justice: CCPCJ)  ซึ่งนับเป็นตำแหน่งสำคัญระดับนานาชาติ อันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อพระวิสัยทัศน์ และพระปรีชาสามารถในการส่งเสริมความยุติธรรมและธรรมาภิบาล

ในด้านการต่อต้านการทุจริต พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของสถาบันป้องกันและปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศ (International Anti-Corruption Academy: IACA) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และศักยภาพบุคลากร      ด้านการต่อต้านการทุจริตของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เมื่อวันที่ 29–30 พ.ย. 2555 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย พระองค์ทรงรับเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชาแห่งภาคี (Assembly of Parties) สมัยที่ 1 ของ IACA และทรงได้รับเลือกจากที่ประชุมให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสมัชชาแห่งภาคี สมัยที่ 1 ในฐานะผู้แทนกลุ่มประเทศเอเชีย–แปซิฟิก ด้วยวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี นับเป็นเกียรติประวัติสำคัญของประเทศไทยและสะท้อนถึงการยอมรับในบทบาทของพระองค์ในเวทีการต่อต้านการทุจริตระดับนานาชาติ

ในโอกาสดังกล่าว พระองค์ได้ทรงกล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีต่อการก่อตั้ง IACA และทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากรในการต่อต้านการทุจริต โดยมีพระดำริว่า แม้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (United Nations Convention against Corruption: UNCAC) จะเป็นกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญในการต่อสู้กับการทุจริต แต่ความสำเร็จของการอนุวัติการตามอนุสัญญาดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐภาคีในการพัฒนากฎหมาย    สถาบัน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและเท่าทันต่อรูปแบบการทุจริตที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
 
พระองค์ยังทรงแสดงวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยบนเวทีต่อต้านการทุจริตโลก โดยทรงประกาศต่อที่ประชุมถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัชชาแห่งภาคีสมัยที่ 2 ของ IACA ณ กรุงเทพมหานครในปี 2556 ซึ่งต่อมาได้จัดขึ้นสำเร็จลุล่วงและมีส่วนสำคัญ ในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้านการต่อต้านการทุจริตของภูมิภาค

พระกรณียกิจดังกล่าวนับเป็นคุณูปการสำคัญต่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านกระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม

การยื่นสารตราตั้ง: เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2556 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขณะทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศไทยประจำกรุงเวียนนา และผู้แทนถาวรของประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ทรงยื่นสารตราตั้งการเป็นผู้แทนถาวรของประเทศไทยประจำสถาบันป้องกันและปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศ (International Anti-Corruption Academy: IACA) ต่อนายมาร์ติน ครอยเนอร์ (Mr. Martin Kreutner) คณบดีและเลขาธิการบริหารของสถาบัน

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติในด้านหลักนิติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ด้านหลักนิติธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงพระเกียรติคุณและการยอมรับในระดับนานาชาติต่อพระราชกรณียกิจที่ทรงอุทิศเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประชาคมโลก

พระกรณียกิจด้านการส่งเสริมความโปร่งใส หลักนิติธรรม และการต่อต้านการทุจริตของพระองค์ นอกจากจะเป็นคุณูปการอันทรงคุณค่าแก่ประเทศไทยแล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อองค์กรและบุคลากรด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั่วโลกในการร่วมกันสร้างสังคมที่สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง