เรือนไทยหลังเล็กกลางเรือนจำ : เรื่องเล่าจากบันทึกของครูอาสา

View icon 8
วันที่ 16 มิ.ย. 2569 | 11.04 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - อีกหนึ่งเรื่องราวจากครูอาสาที่เข้าไปสอนวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำกลางระยอง ที่บันทึกไว้ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เป็นบันทึกของคุณปัณฑา บินส์ ครูอาสา ผู้มีโอกาสเข้าไปสอนวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังหญิง ในเรือนจำกลางระยอง เมื่อปี พ.ศ. 2565 ชื่อว่า "เรือนไทยหลังเล็กกลางเรือนจำ : เรื่องเล่าจากบันทึกของครูอาสา" เจ้าของบันทึก คือ คุณปัณฑา เล่าว่า มีบทสนทนาเล็ก ๆ เกิดขึ้นระหว่างเธอ เพื่อน และสามีชาวต่างชาติของเพื่อน

เพื่อนเอ่ยขึ้นว่า "ผู้คนเศร้าและอาลัยต่อพระองค์หญิงเหลือเกิน"

เธอจึงตอบไปว่า "คนวัยเราเห็นพระองค์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เห็นพระองค์ทรงเติบโต เห็นพระจริยวัตรอันงดงาม และเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์มาตลอดชีวิต"

จากนั้น เธอจึงเล่าเรื่อง "เรือนไทยหลังเล็ก ๆ" ภายในเรือนจำกลางระยองให้ทั้งสองฟัง

เมื่อฟังจบ สามีชาวต่างชาติของเพื่อนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับเธอว่า "เธอควรเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นได้รับรู้นะ"

เพราะเรื่องนี้ คือเรื่องของเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่ง ผู้เสด็จมาทรงงานอยู่ภายในเรือนจำ

ในบันทึกของคุณปัณฑา เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ได้เข้าไปเป็นครูอาสาในเรือนจำกลางระยอง ความตั้งใจของเธอในวันนั้นคือการเข้าไปสอนวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังหญิง เพื่อให้พวกเขามีโอกาส มีความหวัง และมีหนทางกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคม

เธอเล่าว่า วันแรกที่เดินผ่านกำแพงสูงใหญ่ของเรือนจำ ต้องผ่านประตูชั้นแล้วชั้นเล่า ผ่านประตูที่หนึ่ง ประตูที่สอง ประตูที่สาม ก่อนจะเดินลึกเข้าไปยังแดน 3 ซึ่งเป็นแดนผู้ต้องขังหญิง

เมื่อผ่านประตูแรกของแดน และผ่านประตูที่สองเข้าไป เธอได้เห็นเรือนไทยหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่นั้น

ความสงสัยคงปรากฏบนสีหน้าของเธออย่างชัดเจน ท่านผู้อำนวยการจึงบอกว่า "เรือนทรงงานของพระองค์ภาค่ะ ท่านเสด็จมาทรงงานที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553" ประโยคนั้นทำให้เธอนิ่งไป เพราะในใจเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เหตุใดเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่ง จึงเสด็จมาทรงงานอยู่ภายในเรือนจำ เหตุใดพระองค์จึงต้องเสด็จผ่านประตูที่แน่นหนาหลายชั้น เหตุใดเรือนทรงงานของพระองค์จึงเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ธรรมดา และเหตุใดวิวรอบพระองค์ จึงเป็นชีวิตประจำวันของผู้ต้องขังหญิง ในวันนั้น เธอยังไม่เข้าใจ

แต่เมื่อกลับออกมา เธอจึงเริ่มค้นคว้าเรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ และได้รู้จัก "โครงการกำลังใจ" โครงการที่เกิดขึ้นจากพระเมตตาและพระราชปณิธานในการช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง สตรีตั้งครรภ์ และเด็กที่ต้องอยู่กับมารดาในทัณฑสถาน

จากการค้นคว้า เธอได้ทราบว่า พระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระองค์มิได้จำกัดอยู่เพียงการช่วยเหลือภายในประเทศเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดระดับสากล ภายใต้โครงการ "Enhancing Lives of Female Inmates" และมีส่วนสำคัญต่อการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" หรือ Bangkok Rules ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง และได้รับการรับรองจากสมัชชาสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2553

คุณปัณฑา เขียนไว้ด้วยความรู้สึกจากหัวใจว่า ยิ่งอ่าน เธอก็ยิ่งเข้าใจ และยิ่งเข้าใจ น้ำตาก็ยิ่งไหล เพราะสิ่งที่ครูอาสาตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ทำมาตลอดหลายปีนั้น ยังไม่อาจเทียบได้กับพระเมตตา พระวิริยะอุตสาหะ และความทุ่มเทที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนที่สังคมอาจมองข้าม หรือหลงลืมไปแล้ว

จังหวัดระยองมีทะเลงดงามมากมาย มีสถานที่สวยงามให้ผู้คนเดินทางไปชื่นชม แต่เจ้าหญิงของพวกเรา กลับทรงเลือกที่จะเสด็จมาทรงงานอยู่ในเรือนไทยหลังเล็ก ๆ กลางแดนผู้ต้องขังหญิง

ทรงงานอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ ทรงงานอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทรงงานด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้

ในบันทึกนั้น คุณปัณฑา เล่าว่า ทุกครั้งที่เธอเดินผ่านเรือนไทยหลังนั้น เธอจะค้อมคำนับจากหัวใจเสมอ เพราะสำหรับเธอ ภาพพระองค์ทรงงานในเรือนไทยหลังเล็กกลางเรือนจำ มิได้เป็นเพียงภาพแห่งความทรงจำ หากเป็นภาพของเจ้าหญิงผู้ทรงรักประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริง เป็นภาพของพระเมตตาที่เสด็จไปถึงผู้คนในพื้นที่ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง เป็นภาพของการให้โอกาสแก่ผู้ที่พลาดพลั้ง เป็นภาพของความหวังที่เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากอาจมองเห็นเพียงกำแพงและกรงขัง

เรื่องเล่านี้จึงมิใช่เพียงบันทึกของครูอาสาคนหนึ่ง หากเป็นหลักฐานทางความทรงจำที่งดงามว่า พระเมตตาของพระองค์เสด็จไปถึงผู้คนในทุกพื้นที่ แม้ในสถานที่ที่สังคมอาจมองข้ามมากที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง