วันนี้ (17 มิ.ย. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ร่วมกันจับกุม นายเจริญ อายุ 24 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ จ.25/2568 ลงวันที่ 20 มกราคม 2568 กระทำความผิดฐาน “หลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และฉ้อโกงผู้อื่น”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอ กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์คดี กล่าวคือ นางสาวกาญจนา ผู้กล่าวหา ให้การว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ผู้กล่าวหาได้ถูกคนร้าย หลอกลวงให้กู้ยืมเงินผ่านทางระบบออนไลน์ จำนวน 1,000,000 บาท ผ่อนชำระจำนวน 36 งวด โดยมีเงื่อนไขว่าต้อง โอนเงินเข้าบัญชีของบริษัทผู้ให้กู้ยืมผ่านระบบพร้อมเพย์เสียก่อนจำนวน 12 เปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่ขอกู้ คิดเป็นเงิน จำนวน 120,000 บาท จึงจะสามารถเบิกถอนเงินที่กู้ได้
โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการสร้างเครดิตกับทางบริษัทเพื่อให้บริษัท มั่นใจว่าผู้กู้จะสามารถผ่อนชำระเงินคืนได้ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนคงค้างในบัญชีของผู้กู้จำนวน 12 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่กู้ ผู้กล่าวหาหลงเชื่อจึงโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ปรากฏชื่อบัญชีเป็นของผู้ต้องหา จำนวน 120,000 บาท
ต่อมาคนร้ายได้ส่งรหัส OTP มาให้ทางไลน์เพื่อกรอกสำหรับถอนเงินจากแอปพลิเคชันกระเป๋าตังค์แต่ปรากฏว่าไม่สามารถถอนเงินได้
ต่อมาเมื่อผู้กล่าวหาได้ทราบความจริงว่าถูกหลอกหลอกลวงจนเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจึงได้โทรติดต่อแจ้งธนาคารเจ้าของบัญชีเพื่อขอให้อายัดบัญชีของผู้ต้องหา แล้วต่อมาได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ส.รน.1 กก.4 บก.รน.ได้รับคำสั่งให้สืบสวน ติดตามผู้ต้องหาตามหมายจับในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ชุดสืบสวนฯ ได้ทำการสืบสวนได้ข้อมูลว่า นายเจริญ หลบหนีมาพักอาศัยอยู่บ้านหลังหนึ่ง แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร จึงได้ออกสืบสวนติดตามเรื่อยมา
จนกระทั่ง ผู้ถูกจับได้หลบหนีไปยังพื้นที่ตลอดมา จึงร่วมกันวางแผนสืบสวนจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ตามรายชื่อข้างต้น ได้ไปวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ในระยะที่มองเห็นได้ชัดเจน เวลาประมาณ 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ส.รน.1 กก.4 บก.รน. ได้วางกำลังโดยรอบ พบชายไทยมีลักษณะและตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแสดงหมายจับดังกล่าว สอบถามแล้วยอมรับว่าคือ นายเจริญ ได้รับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริงและไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน จึงแจ้ง นายเจริญ ว่าจะต้องถูกจับกุมพร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ ให้ทราบพร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นให้ทราบ
โดย นายเจริญ จำเลยได้รับทราบข้อความและข้อกล่าวหาพร้อมทั้งให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และเข้าใจสิทธิของตนเองโดยตลอดแล้ว จากนั้นจึงควบคุมตัวมายัง สถานีตำรวจน้ำ 1 กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจน้ำ เพื่อทำบันทึกจับกุมนำส่งเจ้าพนักงานสอบสวน สภ.สิรินธร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น นายเจริญ ผู้ถูกกล่าวหา ให้การว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ตนได้ทำการหางานผ่านแอปพลิเคชัน Facebook เห็นโพสต์ในกลุ่ม ซื้อขาย-เช่าบัญชี .V2 ว่ามีคนรับซื้อบัญชีธนาคาร จึงได้ลองทักไปหามิจฉาชีพในแชทส่วนตัว ว่าตนสนใจขายบัญชีธนาคารให้ และได้คุยตกลงกันว่าตนจะเปิดบัญชีธนาคารใหม่แลก กับเงินจำนวน 600 บาท
หลังจากนั้น มิจฉาชีพเลยสอนวิธีเปิดบัญชีใหม่ให้ โดยบอกให้ นายเจริญ ส่งข้อมูลส่วนตัว รูปภาพหน้าตรง และวิดีโอหน้าของ ตนเอง ให้มิจฉาชีพ หลังจากเปิดบัญชีได้แล้ว มิจฉาชีพได้ขอให้ เปลื่ยนเบอร์โทรศัพท์ในบัญชีธนาคารเป็นเบอร์โทรศัพท์ของ มิจฉาชิพ เพื่อให้สามารถเข้าถึงบัญชีได้
หลังจากโอนย้ายบัญชีให้ มิจฉาชีพเรียบร้อย มิจฉาชีพได้ อ้างว่าจะโอนเงินให้ หลังจากคุยกับหัวหน้าเสร็จ แต่ผ่านไปสักพัก ตนเห็นว่าเงินยังไม่เข้าบัญชีธนาคารของตนเอง เลยได้ทำการทักไปหา มิจฉาชีพ แต่ได้พบว่า โดนบล็อคแชทไปแล้ว ทำให้รู้ตัวว่าตัวเองโดน มิจฉาชีพหลอก ตนคิดว่าคงไม่เกิดความเสียหายอะไรกับตัวเองจึงไม่ได้ไป ทำบันทึกประจำวันในทันที
หลังจากนั้น ผ่านไป 2 ปี ได้มีหมายเรียกจากศาลจังหวัดอุบลราชธานี ว่าตนได้กระทำความผิดฐาน “หลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และฉ้อโกงผู้อื่น” ทำให้ตนรู้ทันทีว่า น่าจะมาจากที่ตนเองได้เปิดบัญชีให้ มิจฉาชีพ เลยได้รีบไป ลงบันทึกประจำวันที่ สน.หนองจอก
หลังจากนั้น ตนกลัวว่าตัวเองจะโดนคดีเลยไม่กล้าไปตามหมายจับของศาล และได้ทำการหลบหนีเรื่อยมา ผู้ต้องหาให้การปฎิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา