เช้านี้ที่หมอชิต - ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และ DSI กวาดล้างขบวนการนำคนต่างด้าวสวมสิทธิเป็นนักเรียนในทะเบียนอักษร G เพื่อทำบัตรประจำตัวบุคคลต่างด้าว
โดย กำลังเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง ตำรวจ และ DSI ได้นำหมายจับ ผู้ต้องหา 22 คน รวม 27 หมายจับ เข้าตรวจค้นและจับกุมขบวนการทุจริตนำคนต่างด้าวสวมตัวเป็นนักเรียนในทะเบียนอักษร G เพื่อจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนอย่างผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
ต่างด้าวทะเบียน G หรือที่มักเรียกกันว่า เด็กหัว G หรือ รหัส G-Code คือ เลขประจำตัวชั่วคราวที่กระทรวงศึกษาธิการออกให้สำหรับเด็กต่างด้าวหรือเด็กไร้สัญชาติ ที่ไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เพื่อให้สามารถเข้าระบบการศึกษาและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนได้
โดยในจำนวนนี้ มีอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น 1 คน และ อส.อีก 2 นาย เป็นผู้ที่นำคนต่างด้าวมาสวมสิทธิ ส่วนอีก 19 คน เป็นบุคคลผู้สวมสิทธิ
การจับกุมครั้งนี้ เริ่มจากช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ตำรวจตั้งด่านตรวจความมั่นคงและตรวจพบชายต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ พร้อมเงินสดจำนวน 140,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำมาใช้ดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ทำให้ข้อมูลถูกส่งต่อให้ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ จนมีการตรวจสอบพบความผิดปกติของทะเบียนนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยอักษร G
โดยนักเรียนบางรายมีรหัสทะเบียนซ้ำมากถึง 11 หมายเลข และพบการนำบุคคลต่างด้าวมาสวมสิทธิเป็นนักเรียน เพื่อใช้เป็นช่องทางในการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น
ต่อมา กรมการปกครอง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ได้ร่วมกับ DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบการสวมตัวและสวมสิทธิในทะเบียนนักเรียนกลุ่ม G จำนวนมาก โดยมีการใช้รหัส G ซ้ำกับบุคคลเดิม และออกบัตรครั้งแรกอย่างมิชอบ จนนำมาซึ่งการตรวจค้น และจับกุมเป้าหมายดังกล่าว
นอกจากนี้จากการตรวจค้นพบว่ามีเอกสาร เกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนจำนวนมาก อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และเอกสารทะเบียนนักเรียนอักษร G ระหว่างปีการศึกษา 2562-2568 จำนวนถึง 491 คน
ทั้งนี้จังหวัดเชียงรายเตรียมดำเนินการเพิกถอนและจำหน่ายรายการทะเบียนที่ได้มาจากการทุจริตทั้งหมด พร้อมตรวจสอบข้อมูลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่อาจได้รับสิทธิโดยมิชอบ รวมถึงดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง และส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป