ขออัยการช่วย พ่อถูกรถคู่กรณีเมาขับปีนเกาะกลางมาชน กลายเป็นประมาทร่วม

ขออัยการช่วย พ่อถูกรถคู่กรณีเมาขับปีนเกาะกลางมาชน กลายเป็นประมาทร่วม

View icon 97
วันที่ 22 มิ.ย. 2569 | 12.24 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ลูกสาวขออัยการช่วยตรวจสอบ พ่อถูกรถคู่กรณีเมาขับปีนเกาะกลางมาชน ภรรยาใหม่ของพ่อเสียชีวิต แต่ตำรวจสรุปสำนวนเป็นประมาทร่วม อ้างพ่อขับแช่เลนขวา ไม่ยอมหักหลีกหรือเบรกรถก่อนเกิดเหตุ 3 วินาที คาใจญาติฝ่ายคู่กรณีเป็นคนใหญ่คนโตในพื้นที่ท่าตะโกหรือไม่

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.69) เพจสายไหมต้องรอดรับเรื่องร้องเรียนจาก นางสาวศศิธร อายุ 30 ปี ลูกสาวของผู้บาดเจ็บ ร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย เนื่องจากพ่อถูกคนเมาขับรถข้ามเลนมาชน ทั้งที่ขับรถมาตามปกติอยู่คนละฝั่ง แต่พนักงานสอบสวนร้อยเวรชี้ว่าเป็นประมาทร่วม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.พ.69 ช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. บนถนนเส้นท่าตะโก-นครสวรรค์ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ในวันเกิดเหตุพ่อได้ขับรถเข้าไปทำธุระในเมืองกับภรรยาใหม่ ตอนเกิดเหตุเป็นช่วงขากลับ

เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ก็ถูกรถคู่กรณีขับเสียหลักชนเกาะกลาง แล้วเข้ามาพุ่งชนรถยนต์ของพ่อที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ทั้งที่พ่อก็ขับรถมาตามปกติ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พ่อได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาหัก ต้องทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูหลายเดือน อีกทั้งยังทำให้ภรรยาใหม่ของพ่อเสียชีวิต ส่วนคู่กรณีเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยจากการตรวจเลือด พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงถึง 290 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

หลังเกิดเหตุ เห็นภาพวงจรปิด ก็พบว่าฝั่งคู่กรณีเป็นคนขับรถเสียหลักข้ามมาพุ่งชนรถของพ่อ แต่ปรากฏว่าคดีผ่านไป 4 เดือน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.69 พนักงานสอบสวน สภ.ท่าตะโก สรุปสำนวนว่า เป็นการประมาทร่วมทั้งสองฝ่าย โดยอ้างว่า พ่อขับรถมาในลักษณะของการแช่ขวา ไม่ระมัดระวัง ไม่สังเกต ก่อนเกิดเหตุ 3 วินาที ไม่พบการแตะเบรกหรือหลบหลีก จึงสรุปแจ้งข้อหา ขับรถโดยประมาทจากการแช่ขวา

ทางครอบครัวรู้สึกคาใจว่า ทำไมตำรวจถึงบอกว่าฝั่งพ่อตัวเองประมาทร่วม รู้สึกว่าไม่รับความเป็นธรรม มองว่าการทำงานไม่โปร่งใส หนำซ้ำยังมาทราบภายหลังว่า ญาติของคู่กรณีเป็นข้าราชการคนใหญ่คนโตในพื้นที่ท่าตะโก โดยตั้งแต่หลังเกิดเหตุ มีเพียงแค่มาเยี่ยมอาการของพ่อแค่ครั้งเดียว พอเรียกค่าเสียหายไปก็ไม่สามารถตกลงกันได้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการชดใช้เยียวยาแต่อย่างใด

ล่าสุด วันนี้ (22 มิ.ย.69) เพจสายไหมต้องรอดพาผู้เสียหายไปร้องเรียนที่สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เพื่อปรึกษาในเชิงข้อกฎหมาย ซึ่งยังเป็นข้อสงสัยในเรื่องของการสรุปสำนวนของทางตำรวจ โดยต้องการให้ทางพนักงานอัยการตรวจสอบการสรุปสำนวนของทางตำรวจด้วย

นายนิรันด์ ยั่งยืน รองอธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เปิดเผยว่า หลังจากได้รับเรื่อง จะให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายแก่ผู้ร้อง ว่าต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง โดยเบื้องต้นได้แนะนำให้ไปร้องเรียนกับสำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์เจ้าของพื้นที่ด้วย ซึ่งในส่วนของสำนักงานคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายจะไม่ไปก้าวล่วงในรายละเอียดของคดี  แต่จะส่งเรื่องไปกำชับยังสำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ด้วยอีกทาง

ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง จึงให้ความเชื่อมั่นกับผู้ร้องว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะให้ความเป็นธรรม เพราะตามขั้นตอนแล้วหลังจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณา หากอัยการเห็นว่าสำนวนการสอบสวนยังไม่ครบถ้วน ก็จะตีกลับสำนวนให้พนักงานสอบสวนกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม หรือถ้าเห็นว่าข้อหาที่พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องนั้นไม่เข้าข่ายความผิด พนักงานอัยการก็จะสั่งไม่ฟ้องในข้อหาดังกล่าว ซึ่งจะต้องรอสำนวนจากทางพนักงานสอบสวนก่อนจึงจะสามารถนำมาพัฒนาต่อไปได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง