เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง เช็กอาการ “โรคมือเท้าปาก” เริ่มระบาดช่วงเปิดเทอมรับหน้าฝน แนะสังเกตดูแลอย่างใกล้ชิด
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยในช่วงฤดูฝนของทุกปีเป็นช่วงฤดูกาลระบาดหลักของโรคมือเท้าปาก เตือนผู้ปกครอง สถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็กในชุมชน เฝ้าระวังเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังช่วงเปิดภาคเรียนที่มีการทำกิจกรรมร่วมกันและมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกันมากขึ้น
ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน แต่ในบางรายโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทางระบบประสาท หัวใจ หรือระบบทางเดินหายใจได้ ผู้ปกครองควรสังเกตอาการและดูแลอย่างใกล้ชิด
โดยจากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 25 มิ.ย. 69 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากสะสม 16,332 ราย และยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต โดยจำนวนผู้ป่วยในปีนี้ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0 – 4 ปี มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี และกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี ตามลำดับ ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด
อาการโรคมือเท้าปาก แนะครู ผู้ปกครอง สังเกตเด็กอย่างใกล้ชิด
- มีไข้ ร่วมกับมีแผลหรือจุดแดงในช่องปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น
- เด็กเล็กมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหลหรือบ่นเจ็บปาก ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก
- กรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนของ "ภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ" ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
คำแนะนำการป้องกันโรคมือเท้าปาก ในสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
1. บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองเด็กทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ เท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกออกจากเด็กคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้รับเด็กกลับบ้านและให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี
2. หากมีเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์
3. ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อหรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำตามอัตราส่วน
ที่เหมาะสม
4. ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่น เครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ
ขอบคุณข้อมูล กรมควบคุมโรค