ปัญหาหมักหมมหลายปี แต่ไม่มีใครแก้ “ภราดร” ลั่นรัฐบาลนี้จะเริ่มต้นให้ดู ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ เหน็บถ้าแก้ไขสมัย “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ รายจ่ายประจําคงไม่โตมาถึงทุกวันนี้ “ชัยชนะ” ลุกสวน
วันนี้ (1 ก.ค.69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ตนขอชี้แจง เพื่อให้ท่านไม่ต้องจุดธูปเรียก กรณีที่ระบุว่า การจัดทํางบประมาณแบบนี้ เรียกว่าการจัดทํางบประมาณแบบไร้อนาคต ตนตอบไปตั้งแต่วันแรกแล้วว่า ตนเห็นด้วยเกือบจะทุกอย่างในการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของระบบจัดทํางบประมาณของประเทศนี้ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกันทั้งหมด แต่ไม่เห็นด้วยอยู่ข้อเดียว คือชื่อที่ตั้งว่างบประมาณไร้อนาคต
ถ้าไม่ทํางบประมาณ 70 แบบนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าปี 71-72 ถ้ายังคงดําเนินการทํางบประมาณแบบเดิมที่เคยทํา แบบนั้นไร้อนาคตแน่นอน เมื่อรัฐบาลนี้เห็นว่า มันกําลังจะเดินสู่หายนะ จึงจําเป็นที่จะต้องมีการทํางบประมาณแบบปี 70 แบบที่เคยไล่เรียงไปแล้ว และก็ได้ยอมรับกับสภาแห่งนี้ ว่าไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยเวลาที่จํากัด และข้อจํากัด ของตัวเลขที่ผูกพันมาหลายปี
เป็นความเจ็บปวดของประเทศนี้ ที่ผูกพันและหมักหมมมาหลายปี หลายรัฐบาล เชื่อว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เขาก็เห็นเหมือนที่ท่านเห็น เหมือนกับที่รัฐบาลนี้เห็น แต่น่าแปลกใจว่าไม่มีใครที่จะกล้าลุกขึ้นมาแก้ไข หรือปฏิรูปวิธีการจัดทํางบประมาณเลย สิ่งที่ตนเคยพูดไปจะเป็นประโยชน์กับประเทศนี้ หากหลังจากนี้มีการนําไปปฏิบัติจริงให้เกิดขึ้น และจะไม่เป็นเพียงวาทกรรมที่หลอกล่อให้พวกเราลงมติเห็นชอบแล้วจบไป ปีหน้ามาทําแบบเดิมอีก
ตนได้หารือร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และรมว.คลัง และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ แล้ว มีหลายประเด็นที่วางแผนไว้ว่าจะลงมือทําหลังจากนี้ โดยได้ชวนเพื่อนสมาชิกเอาไว้แล้วด้วย ทั้งนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ วันนี้ชวนนายสาทิตย์ด้วยก็ได้ มาช่วยกันทํา เพราะเชื่อว่าถ้าไม่ทําแบบนี้ ในอนาคตระบบโครงสร้างงบประมาณของประเทศไปต่อไม่ได้ ส่วนจะทํากันแบบไหน ขอชวนคิดสัก 3-4 ประเด็น แน่นอนว่าจะต้องใช้ความร่วมมือของสภาแห่งนี้ด้วย ทั้งเรื่องการแก้กฎหมาย ขอความรู้ ขอประสบการณ์ จากหลาย ๆ ท่าน เพื่อมาร่วมกันคิด ระดมสมองว่าจะทําแบบไหน
สําหรับเรื่องการจัดเก็บรายได้ ทราบมาว่า กมธ.การเงินการคลังฯ ได้เริ่มตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษา และปฏิรูปวิธีการจัดเก็บรายได้ของรัฐใหม่ ซึ่งตรงกับที่นายเอกนิติ เคยวางแผนไว้ว่าจะปฏิรูป เพื่อทําให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
ส่วนเรื่องการจัดทํางบประมาณ ทั้งเรื่องการกู้ การเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ ของการจัดทํางบประมาณไปเรื่อย ๆ ตนเคยเล่าไปให้ฟังแล้วว่า เรามีแผนและเดินตามแผนการคลังระยะปานกลาง ลดการขาดดุลลงเรื่อย ๆ ใน 2-3 ปีนี้ เพราะรู้และเห็นตัวเลขเดียวกัน ว่าใกล้ชนเพดานแล้ว ซึ่งเราตระหนักรู้ และพยายามวางแผนในการลดการขาดดุลลง ขนาดบอกว่ารัฐบาลนี้ ไม่พยายามทําตามน้ำเหมือนอย่างที่เคยทํามา ถ้าทำ ถามว่าทําได้หรือไม่ มีเพดานให้กู้เพิ่มได้ มีแต่ไม่ทํา พยายามลดการขาดดุลลงเรื่อย ๆ เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังให้มั่นคงมากขึ้น
ปี 70 จะเป็นเกณฑ์สำคัญในการตั้งงบประมาณปี 71 เดี๋ยวมาดูกัน หน่วยงานไหน มีผลใช้งบประมาณต่ำกว่าเกณฑ์ ปีหน้าเจอกัน จะถูกตัดลดงบประมาณกันไป และขอชวนสภาทำเรื่องการแก้กฎหมาย กบข. ซึ่งตั้งไว้ 70,000 กว่าล้านบาท ที่ต้องตั้งงบกลางไปชดเชย และสมทบเงินกองทุน กบข. มีช่องทางที่สามารถทําได้ และไม่กระทบ กบข.ด้วย
ขณะที่เรื่องบุคลากร ข้าราชการ รายจ่ายประจำ ที่รัฐไทยต้องจ่ายในแต่ละปี ก็ข้อมูลตรงกับท่าน ว่าวันนี้เงินรายได้ที่หาได้ จ่ายรายจ่ายประจํา เงินเดือนราชการ ใช้หนี้ก็หมดแล้ว ไม่ต้องไปใช้ในการลงทุน เงินทุนทั้งหมดมาจากการกู้ เพราะฉะนั้น เราต้องมาหาทางเพื่อช่วยกันบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐของประเทศนี้ด้วยกันหรือไม่ ก็ขอชวนท่านอีก ส่วนสวัสดิการภาครัฐ ก็ได้มีการพูดคุยนอกรอบกับนายอภิสิทธิ์แล้วว่า ถ้าทําตั้งแต่สมัย ท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ท่านกรณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 15 ปีที่แล้ว ไซส์เงินงบประมาณที่จ่าย ก็ไม่เติบโตมาถึงทุกวันนี้ เราเห็นปัญหานี้ร่วมกันมาหลายปีหลายรัฐบาลแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าลงมือทํา รัฐบาลนี้จะเริ่มต้นให้ดู พวกเราตั้งใจปฏิรูปทั้งโครงสร้างงบประมาณจริง ๆ จึงขอชวนทุกคน เพราะรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถทําได้ เราจําเป็นต้องอาศัยฝ่ายการเมือง ความร่วมมือจากข้าราชการ ขอความรู้จากนักวิชาการ ทั้งหมดทั้งสิ้นคือความตั้งใจ ที่รัฐบาลนี้ตั้งใจจะทํา
ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเองตั้งคำถามกับคณะรัฐมนตรี เรื่องงบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ที่ปรับลดไป 2,000 กว่าล้าน และรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นตอบ แต่คำตอบยังไม่กระจ่าง ตนเองมีความสงสัยว่า เมื่อวานที่บอกว่างบกลุ่มจังหวัด ในกรรมาธิการงบประมาณ เราเห็นตรงกันว่าควรจะตัด ตนไม่เถียง แต่เราก็เห็นตรงกันว่าควรไปอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งงบปี 70 ได้รับการจัดสรรไปแค่ 880,000 ล้านบาท คิดเป็น 29.3% โดยมิติกรอบอำนาจงบประมาณครั้งนี้ เราควรอุดหนุนท้องถิ่น 900,000 กว่าล้าน และเราบอกว่าเราจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำไมเราไม่ลดงบตรงนี้และกระจายให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นายชัยชนะ กล่าวอีกว่า และที่เอ่ยว่าหัวหน้าพรรคตนเอง ไม่ได้ทำเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ แต่เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยนายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย้อนไปเรามีงบประมาณ แค่ล้านล้านกว่าบาท เราเป็นผู้ริเริ่มเงินผู้สูงอายุ และ อสม. ซึ่งวันนี้ยังอยู่ที่เดิม เราริเริ่มพระราชบัญญัติกระจายอำนาจตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ เดินทางมา 27 ปีเต็ม เราบอกว่าควรกระจายอำนาจ แต่วันนี้เราหยุดอยู่กับที่ จึงอยากถามรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี นายภราดรตอบคำถามอยู่คนเดียว ผมเห็นใจท่าน ท่านทำงานหนักมาก และอยากถามว่าทำไม ไม่ตัดงบของจังหวัด และมากระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นวันนี้ ธูปที่นายจูรี นุ่มแก้ว ได้จุดเมื่อวานนี้ ได้เรียกรัฐมนตรีมาเยอะจริง ๆ แต่ก็ตอบอยู่คนเดียวคือนายภราดร
นายภราดร ชี้แจงนายชัยชนะว่า เรื่องสวัสดิการที่บอกว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ ตนเองไม่ได้บอกว่าเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุ หรือสวัสดิการ อสม. ตนเองพูดชัดว่า พูดถึงสวัสดิการของภาครัฐของข้าราชการ ถ้าเริ่มต้นทำแต่วันนั้น ภาระมันก็จะไม่บวมมาจนถึงวันนี้ ส่วนเรื่องเงินจังหวัดกลุ่มจังหวัด ที่ตัดลดลงไปตามข้อสังเกตของกรรมาธิการ ที่บอกว่าภารกิจใดที่ซ้ำซ้อน ตนเองก็ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนคนเดือดร้อน ก็เห็นจะมีแต่ผู้รับเหมาเท่านั้นที่ไปวิ่งงานกับทางจังหวัด ส่วนการกระจายอำนาจปีนี้จะเห็นว่าทุกหน่วยงานของภาครัฐถูกตัดลดงบประมาณ คงจะเป็นแค่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น เราไม่สามารถดันให้ถึงเป้าหมายที่ทุกคนปรารถนาให้ถึง 35% ด้วยความจำกัดของวงเงินงบประมาณที่เรามีอยู่เท่านี้
”ผมอธิบาย 2 - 3 วันมานี้ ท่านก็ไม่รู้ฟัง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะอธิบายท่าไหนแล้ว และรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องกระจายอำนาจรัฐบาล แม้ตัวเลขจะไม่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ก็มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบหมื่นล้านเหมือนกัน และจริง ๆ แล้วนายจูรีไม่ได้จุดธูป เพราะผมมาก่อน“ นายภราดร กล่าว