“สุชาติ ชมกลิ่น” เผย รีสอร์ตบุกรุกพื้นที่ป่าทับลาน ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเองแล้ว มุ่งแก้ปัญหาทับลานอย่างเป็นธรรม คุ้มครองสิทธิประชาชนดั้งเดิม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกป่าอย่างจริงจัง
วันนี้ (2 ก.ค. 69) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับรายงานจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เรื่องความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน กับที่ทำกินของชาวบ้านราษฎร โดยยึดหลักการพิสูจน์สิทธิของราษฎรดั้งเดิมเป็นรายแปลงด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่า โดยเฉพาะกลุ่มนายทุน โรงแรม และรีสอร์ตที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด
ก่อนหน้านี้ อุทยานแห่งชาติทับลาน ได้ปิดประกาศแจ้งเตือนในแปลงคดีรีสอร์ตแห่งหนึ่งของ นายอัศวนนท์ ซึ่งเป็นคดีที่สิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมายแล้ว ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2569
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายอัศวนนท์ ได้ประสานมายังอุทยานแห่งชาติทับลาน แสดงความประสงค์ที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดด้วยตนเอง และในวันนี้ (2 ก.ค. 69) เวลา 10.00 น. ได้เดินทางเข้าพบหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน พร้อมยื่นบันทึกข้อความขออนุญาตเข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของรีสอร์ต โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานได้กำชับให้ผู้ครอบครองเร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากพื้นที่ พร้อมปรับฟื้นสภาพพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรเข้าควบคุม ตรวจสอบ และติดตามการรื้อถอนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งรายงานผลความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความเรียบร้อย
นอกจากนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนถึงความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยยึดหลัก “คุ้มครองคนที่มีสิทธิ แต่ไม่ละเว้นผู้กระทำผิด” ซึ่งการพิสูจน์สิทธิของราษฎรดั้งเดิมจะดำเนินการอย่างเป็นธรรมในทุกกรณี ขณะที่ผู้บุกรุกพื้นที่ป่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และหากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและคืนพื้นที่ป่าให้แก่รัฐ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกับทุกฝ่าย