กรมพัฒนาธุรกิจการค้า-ตม. ลุยตรวจในห้างดังย่านหลักสี่ นิติบุคคล 2 ราย รับทำบัญชี จดทะเบียนบริษัท ให้คำแนะนำเรียนต่อ ตปท. เป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี พบข้อพิรุธ ทั้งการบริหารธุรกิจ-เส้นทางการเงิน เรียกผู้เกี่ยวข้องนำหลักฐานเข้าชี้แจง หากพบความผิดดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค.69 ทีมปราบนอมินีได้บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง จำนวน 2 ราย ในศูนย์การค้าย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ หลังได้รับข้อมูลจาก ตม. เกี่ยวกับความผิดปกติของเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ จึงร่วมกันตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลทั้ง 2 ราย พบว่า นิติบุคคลรายแรก จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไทย ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.68 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีสัดส่วนกรรมการและ ผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 60% และชาวต่างชาติสัญชาติจีน 40% ประกอบธุรกิจให้บริการและคำปรึกษาด้านกฎหมาย การบัญชี ภาษีและจดทะเบียนบริษัท เบื้องต้นพบว่า มีพนักงานคนไทย 8 คน และชาวจีน 2 คน และมีผู้ถือหุ้นชาวจีนเป็นผู้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสาร สภาพการประกอบธุรกิจ และสอบถามข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง พบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์หลายอย่างที่เข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งจะต้องตรวจสอบ ขยายผลเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นชาวไทยและชาวจีน ซึ่งอ้างว่าเป็นสามีภรรยากัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส อำนาจการควบคุมบริหารธุรกิจ รูปแบบการรับชำระค่าบริการ และเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งข้อมูลบางส่วนสอดคล้องกับประเด็นที่ ตม. อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวน”
ส่วนนิติบุคคลรายที่ 2 จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไทย ตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.68 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีสัดส่วนกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 51% และชาวต่างชาติสัญชาติจีน 49% ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการศึกษา รวมถึงแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ และคำแนะนำทางวิชาการ จากการลงพื้นที่ไม่พบกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยมีพนักงานคนไทยเป็นผู้ให้ข้อมูลว่า พนักงานรับรู้ว่า ผู้บริหารและสั่งการดำเนินธุรกิจคือชาวจีน แต่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นหรือกรรมการที่เป็นคนไทย โดยพนักงานคนไทยจะให้บริการรับทำวีซ่าเท่านั้น แต่หากลูกค้ามาติดต่อเรื่องอื่นนอกจากการทำวีซ่าพนักงานจะแจ้งลูกค้าให้ติดต่อผู้ถือหุ้นชาวจีนโดยตรงผ่านระบบ We chat ส่วนการรับชำระค่าบริการบางส่วนจะรับชำระผ่านบัญชีของชาวจีน ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) หรือไม่
ขณะนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีหนังสือแจ้งให้กรรมการและผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลทั้ง 2 ราย เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและนำส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการลงทุน แหล่งที่มาของเงินทุน การบริหารกิจการ และการดำเนินธุรกิจ ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา หากผลการตรวจสอบพบว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอว่า มีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สำหรับผู้ที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางและผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกการประกอบธุรกิจหรือยุติการถือหุ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมาย