นายกฯ เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ธ.ก.ส. วงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี รัฐบาลชดเชยให้ 3% บ อกกับชาวอยุธยา จะทำทุกทางเพื่อลดผลกระทบน้ำท่วม กรมชลฯ กำลังก่อสร้าง 7 โครงการ หวังว่าเมื่อสร้างเสร็จ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะทุเลาลง แต่น้ำจะไม่ท่วมเลยนี่เป็นไปไม่ได้ ช่วงน้ำท่วม ก.เกษตร ต้องมีวิธีการสร้างรายได้จากน้ำที่ขังอยู่ เช่น ช่วงปกติเราทำนาปลูกข้าว ปลูกพืช เวลามีน้ำท่วม ก็หาปลาดี ๆ มาเลี้ยง
วันนี้ (3ก.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกระทรวงการคลัง โดยนายกฯ ได้พร้อมพบปะและรับฟังความเห็นจากเกษตรกร และถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงานและผู้แทนเกษตรกร และชมการสาธิตการใช้โดรนเพื่อการเกษตร และขับรถไถไฟฟ้าที่ผลิตโดยคนไทย
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสมาพบกับพี่น้องประชาชน ที่อำเภอบางบาล หลายครั้งที่ผ่านมา พี่น้องทั้งหลายต้องพายเรือมาหากัน แต่วันนี้เรามาทางบก แสดงว่า วันนี้น้ำยังไม่ท่วม และรัฐบาลก็จะทำทุกวิถีทาง ให้หน้าน้ำ ชาวอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง ได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด แม้เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่ต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้าง ระบบระบายน้ำ การเตรียมพร้อม แม้กระทั่งเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า วันนี้ พวกเรามาเพื่อนำโครงการที่จะลดภาระในการดำรงชีวิตในด้านการเกษตร เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิตเกษตรกรรม พูดง่าย ๆ คือ วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องได้ไปใช้ ในการปลูกข้าว ทำเกษตรกรรม ถ้าเป็นชาวนาใช้ปุ๋ย ก็ต้องกู้ ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย โดยโครงการฯ นี้ ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับพี่น้องออก 3% รัฐออก 3% โดยมุ่งหวังต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงมีมาตรการอยู่เช่นนี้ซึ่งไม่ใช่เพียงการกู้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ
“รัฐบาลต้องวางรากฐานให้ภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ ที่เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้ประชาชน แต่จะให้ไปตกปลา ทำให้พี่น้องสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเอง หวังว่าจะสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ”
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องน้ำท่วม เราขอให้น้ำไม่ท่วมไม่ได้ ขอให้ฝนไม่ตกไม่ได้ แต่เมื่อฝนตกต้องบริหารสถานการณ์น้ำได้ มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี รัฐบาลก็เร่งดำเนินการสร้างผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งที่อำเภอเสวนา โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลมาท่วม
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ กรมชลประทานออกแบบในการผันน้ำ เพราะที่ผ่านมา พอน้ำท่วม ก็มาจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งมันไม่คุ้มที่ต้องมานั่งทนอยู่แต่ในบ้าน ออกไปข้างนอกไม่ได้ แล้วแค่รับถุงยังชีพ มันจะใช้ได้กี่วัน ทำมาหากินก็ลำบาก รัฐบาลต้องเสียเงินเยียวยาเหตุเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ตลอด 45 ปี และปีหลัง ๆ ภัยเยอะขึ้น ก็ต้องเพิ่มเงินเยียวยา ปีหนึ่งก็ใช้เงินเฉลี่ย 5 หมื่นล้าน 6 ปี 3 แสนล้าน ซึ่งเมื่อเราทำโครงการผันน้ำ โครงการใช้เงินหลัก 1,000 ล้านบาท
“ตอนนี้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทาน มีอยู่ 7 โครงการ กำลังก่อสร้างอยู่ ก็หวังว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะทุเลาลง แต่น้ำจะไม่ท่วมเลยนี่เป็นไปไม่ได้ เราสู้ธรรมชาติไม่ได้ แต่สามารถบริหารจัดการน้ำท่วมในอนาคต ช่วงน้ำท่วม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ต้องมีวิธีการทำให้พี่น้องสามารถสร้างรายได้จากน้ำที่ขังอยู่ เช่น ช่วงปกติเราก็ทำนาปลูกข้าว ปลูกพืช เวลามีน้ำท่วม ก็หาปลาดี ๆ มาเลี้ยง"
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย ที่ไม่ได้เป็นการแจกเงิน แต่เป็นการร่วมกันกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอยอย่างมากมาย ขายของได้มากขึ้น ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่แค่รัฐบาลเติมเงินให้ แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขายได้มากขึ้น เพราะซื้อมากขึ้น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนไทยซึ่งกันและกัน เท่าที่ความสามารถของรัฐบาลมี ไม่เป็นการแบกภาระมากจนเกินไป และเมื่อรัฐบาลเป็นคนกู้ รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบ และสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน เราจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทยทุกคน