ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดวินัย-อาญา “พนม ศรศิลป์” และบิ๊กสำนักพุทธฯ ทุจริตเงินอุดหนุนวัดในพื้นที่นราธิวาสเกือบ 3 ล้าน
วันนี้ (4 ก.ค.69) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า วานนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวก ทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่จัดสรรให้วัดสิทธิสารประดิษฐ์ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2558
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 นายพนม ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ 205/2558 ลงวันที่ 9 มี.ค. 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 โดยมีนายพนม เป็นที่ปรึกษา น.ส.ประนอม รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ, นายประสงค์ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษาเป็นรองประธานกรรมการ, นายบุญสืบ ผอ.ส่วนการศึกษาสงเคราะห์ เป็นกรรมการและเลขานุการ (เสียชีวิต) และนายพัฒนา นักวิชาการศาสนาชำนาญการ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีหน้าที่ในการพิจารณาหลักเกณฑ์และการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์พิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่กำหนด
จากนั้นปรากฏว่านายเสถียร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ได้ติดต่อเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้รวบรวมรายชื่อวัดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสที่ประสงค์จะจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้ แต่มีเงื่อนไขว่าหากวัดได้รับโอนเงินแล้ว จะต้องถอนเงินส่วนหนึ่งคืนให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ต่อมาเมื่อได้รายชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์ นายเสถียร ได้แจ้งให้ น.ส.ประนอม ทราบ จากนั้น นายพัฒนา ได้เสนอบันทึกลงวันที่ 23 ก.ค. 2558 ขออนุมัติจัดสรรและโอนจ่ายงบประมาณอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งวัดสิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับจัดสรรจำนวน 3,000,000 บาท โดยระบุว่าวัดขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ทั้งที่วัดสิทธิสารประดิษฐ์ไม่เคยมีคำขอรับสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว นอกจากนั้น ยังระบุว่าเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการฯ ทั้งที่ไม่มีการประชุมกันจริง โดยเสนอผ่านนายบุญสืบ และเสนอต่อไปยังกองพุทธศาสนศึกษา แต่นายประสงค์ ติดอบรม น.ส.ประนอม จึงให้นายพัฒนาลงชื่อแทนนายประสงค์ และเสนอผ่าน น.ส.ประนอม และ นายพนม ลงนามอนุมัติตามเสนอเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2558 ทั้งที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแต่อย่างใด
หลังจากนั้น นายพัฒนาจึงได้จัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการฯ ย้อนหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับบันทึกฉบับลงวันที่ 23 ก.ค. 2558 ตามที่ น.ส.ประนอม สั่งการ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2558 วัดสิทธิสารประดิษฐ์ได้รับโอนเงิน จำนวน 2,999,970 บาท จากนั้นได้ถอนเงิน จำนวน 2,300,000 บาท แล้วนำมามอบให้แก่นายเสถียร ซึ่งได้นำเงินดังกล่าวไปมอบให้กับ น.ส.ประนอม ต่อมามีข่าวจับกุมนายเสถียร กรณีเรียกรับเงินทอนวัดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ น.ส.ประนอมจึงได้นำเงินสดมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปคืนให้กับวัดต่าง ๆ ในจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งวัดสิทธิสารประดิษฐ์
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติว่า การกระทำของนายพนม มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
การกระทำของ น.ส.ประนอม, นายประสงค์ และนายพัฒนา มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว
การกระทำของนายเสถียร มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว
ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง