เหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ 2 ครั้งติดต่อกัน ขนาด 7.2 และ 7.5 ในเวลาห่างกันเพียง 38 วินาที ในพื้นที่ชายฝั่งรัฐ ลา กัวอิรา ทางเหนือ ของกรุงการากัสของเวเนซุเอลา ผ่านมาถึงสิบวันแล้ว ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2,954 คน บาดเจ็บเกือบ 17,000 คนและยังคงสูญหายเกือบ 40,000 คน ประชาชนต้องกลายเป็นคนไร้บ้านเกือบ 16,000 คน ส่วนความเสียหายด้านเศรษฐกิจ สหประชาชาติประเมินว่า อยู่ที่ประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของเวเนซุเอลา เป็นการซ้ำเติมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะก่อนเกิดภัยพิบัติก็เวเนซุเอลาต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรและความวุ่นวายทางการเมืองมานานหลายปีแล้ว
ขณะที่ทีมกู้ภัยนานาชาติเริ่มยุติปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตในซากปรักหักพังของภัยพิบัติครั้งนี้แล้ว เนื่องจากไม่พบสัญญาณชีพใด ๆ อีกเลย ซึ่งปกติแล้วช่วงที่ผู้ที่ติดอยู่ในซากปรักหักพังของอาคาร จะอยู่รอดได้เฉลี่ยไม่เกิน 72 ชั่วโมง ซึ่งนาง เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการเวเนซุเอลา ได้จัดพิธีมอบเหรียญรางวัลให้กับทีมกู้ภัยจากนานาชาติ รวมถึงสุนัขกู้ภัย เพื่อเป็นการยกย่องในความพยายามของพวกเขา
ส่วนญาติของผู้ที่ยังสูญหาย หายคนยังไม่ล้มเลิกความหวังว่าจะพบสมาชิกในครอบครัว และแสดงความเสียใจที่ปฏิบัติการช่วยเหลือจากนานาชาติใกล้จบลงแล้ว พวกเขายังคงตำหนิรัฐบาลว่าตอบสนองต่อเหตุแผ่นดินไหวล่าช้า และยืนยันว่าต่อให้ต้องใช้ 2 มือเปล่า ก็จะขุดซากปรักหักพังที่กองทับถมต่อไป อย่างน้อยหากพบศพจะได้นำไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป
ส่วนเด็กหญิงอายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 ชื่อ "ฟาเบียนา บลังโก" คนนี้ ถือว่าดวงแข็งคนหนึ่ง เพราะติดอยู่ในกองเศษซากบ้านของตนเองนาน 30 ชั่วโมง แต่ได้รับความช่วยเหลือให้รอดชีวิตมาได้ เนื่องจากติดอยู่ในช่องว่างที่พอมีอากาศ และไม่มีอะไรหล่นลงมาตกทับศีรษะ ประกอบกับเธอพกโทรศัพท์มือถือติดตัว จึงติดต่อขอความช่วยเหลือจากภายนอกได้