นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ตั้งข้อสังเกต ปรับปรุงดินครอบคลุมหรือไม่ เหตุดินทรุดอุโมงค์สายสีม่วงใต้น้ำรั่ว

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ตั้งข้อสังเกต ปรับปรุงดินครอบคลุมหรือไม่ เหตุดินทรุดอุโมงค์สายสีม่วงใต้น้ำรั่ว

View icon 38
วันที่ 10 ก.ค. 2569 | 12.37 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกต ปรับปรุงดินครอบคลุมพื้นที่หรือไม่ เหตุดินทรุดอุโมงค์สายสีม่วงใต้น้ำรั่ว 

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีน้ำรั่วเข้าสู่พื้นที่ก่อสร้างอุโมงค์โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ ซึ่งส่งผลให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบเกิดการทรุดตัวและแตกร้าว พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการลงพื้นที่ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อาคารที่อยู่ใกล้จุดก่อสร้างได้รับผลกระทบและเกิดรอยแตกร้าวจริง โดยเฉพาะบริเวณใกล้บ่อก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนที่มีการก่อสร้างจุดต่ำสุดของอุโมงค์ใต้ดิน

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย อธิบายว่า การก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินตามปกติจะต้องมีการก่อสร้างบ่อรองรับน้ำที่อาจเกิดจากการล้างรางหรือการระบายน้ำภายในอุโมงค์ ก่อนจะสูบน้ำออกภายหลัง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบแบบก่อสร้างพบว่า โดยหลักวิศวกรรมจะต้องมีการปรับปรุงสภาพดิน (Ground Improvement) ด้วยการฉีดซีเมนต์หรือสารเคมีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของดิน ก่อนเปิดหน้าดินหรือก่อสร้างส่วนใต้ดิน เพื่อป้องกันน้ำและดินไหลเข้าสู่อุโมงค์

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเบื้องต้นได้รับแจ้งว่าการก่อสร้างในจุดดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว จึงยังมีข้อสังเกตว่าการปรับปรุงดินครอบคลุมพื้นที่เกิดเหตุอย่างเพียงพอหรือไม่ หากมีการดำเนินการตามแบบอย่างถูกต้อง โอกาสที่น้ำจะซึมเข้าสู่อุโมงค์ย่อมลดลง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

ศ.ดร.อมร กล่าวว่า มาตรการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือการเสริมซีเมนต์ลงในชั้นดินเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดการไหลของน้ำเข้าสู่อุโมงค์ โดยสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงน้ำที่รั่วเข้าไป แต่คือการที่น้ำพัดพาดินไหลเข้าสู่อุโมงค์ เพราะหากดินสูญหายจะทำให้ผิวถนนเกิดการยุบตัว และส่งผลกระทบต่อฐานรากของอาคารโดยรอบ โดยเฉพาะอาคารเก่าที่ส่วนใหญ่ใช้เสาเข็มสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวเมื่อดินรองรับหายไป

ทั้งนี้ สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยได้เข้าตรวจวัดระดับการทรุดตัวของอาคารตั้งแต่เมื่อวันที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นค่ามาตรฐานอ้างอิง และจะเข้าตรวจวัดซ้ำในวันถัดไป เพื่อเปรียบเทียบอัตราการทรุดตัวแบบวันต่อวัน รวมถึงประเมินความสัมพันธ์กับรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นภายในอาคาร ซึ่งจะช่วยตอบได้ว่ามาตรการแก้ไขที่ดำเนินการอยู่มีประสิทธิภาพเพียงใด

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่หน่วยงานกำลังดำเนินการคือการลดแรงดันน้ำใต้ดิน ด้วยการขุดบ่อบาดาลลึกและสูบน้ำออก เพื่อให้การอัดฉีดวัสดุอุดรอยรั่ว (Grouting) ทั้ง 4 จุดเกิดประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้หน่วยงานเตรียมแผนรองรับกรณีมาตรการปัจจุบันไม่ได้ผล ทั้งแผนสำรองและเทคโนโลยีอื่น เช่น การอัดน้ำเพื่อสร้างแรงดันป้องกันการไหลของดิน หรือการใช้เทคโนโลยี Ground Freezing เพื่อทำให้ดินแข็งตัว ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญควรนำมาประเมินตามความเหมาะสม

พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อุโมงค์ การสูบน้ำออกว่าทำได้ทันหรือไม่ การตรวจวัดระดับการทรุดตัวของถนนและอาคาร รวมถึงการเฝ้าระวังรอยแตกร้าวต่าง ๆ โดยควรตรวจวัดทุกชั่วโมง เนื่องจากสามารถใช้เครื่องมือสำรวจและกล้องวัดระดับดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่ตรวจพบการทรุดตัวประมาณ 20 เซนติเมตรก่อนหน้านี้ ศ.ดร.อมร กล่าวว่า โดยธรรมชาติของเหตุการณ์ การทรุดตัวจะไม่ย้อนกลับ แต่สิ่งที่ต้องติดตามคืออัตราการทรุดตัวว่าจะลดลงหรือไม่ เพราะขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมใต้ดิน จึงไม่สามารถคาดหวังให้การทรุดตัวหยุดลงทันที หากมาตรการที่ใช้สามารถทำให้อัตราการทรุดตัวลดลงเรื่อย ๆ และสามารถควบคุมการสูบน้ำได้ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่หากอัตราการทรุดตัวเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีแผนรองรับเพิ่มเติมทันที

ศ.ดร.อมร กล่าวว่า จุดที่เกิดการทรุดตัวมีลักษณะเป็นแอ่ง ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งของบ่อก่อสร้างที่มีความลึกประมาณ 30 เมตร โดยบริเวณที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางดังกล่าว รวมถึงบริเวณสะพานลอย ถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก เนื่องจากกรณีนี้มีความแตกต่างจากเหตุการณ์บริเวณโรงพยาบาลวชิรพยาบาลในอดีต เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณรอยต่อของสถานีที่มีช่องว่างจำนวนมาก ทำให้ดินไหลเข้าสู่ช่องว่างได้ง่าย ขณะที่กรณีแยกวงเวียนใหญ่เป็นจุดต่ำสุดของอุโมงค์ ไม่ใช่บริเวณรอยต่อสถานี แม้จะมีโอกาสเกิดการไหลของดินเข้าสู่อุโมงค์ แต่คาดว่าปริมาตรจะน้อยกว่ากรณีวชิรพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.อมร ย้ำว่า แม้ลักษณะโครงสร้างจะแตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะปลอดภัย จึงยังต้องติดตามผลการตรวจวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาคารและบ้านเรือนบริเวณใกล้เคียง ศ.ดร.อมร กล่าวว่า ขณะนี้ยังสามารถพักอาศัยได้ แต่ต้องรอผลการตรวจวัดในแต่ละวัน เนื่องจากยังไม่พบสัญญาณว่าการทรุดตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนว่าสถานการณ์เริ่มควบคุมได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ต้องรอฟังข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดไว้แล้ว

ส่วนกรณีฝนตกหนัก ศ.ดร.อมร ระบุว่า เป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะปริมาณฝนจะทำให้ระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น ส่งผลให้แรงดันน้ำเพิ่มขึ้น และอาจเพิ่มโอกาสที่น้ำจะรั่วเข้าสู่อุโมงค์ได้ จึงไม่สามารถประมาทปัจจัยด้านสภาพอากาศได้ แม้ในขณะนี้จะได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น แต่คาดหวังว่าจะหยุดการทรุดตัวได้ทั้งหมดในทันที

เมื่อถูกถามถึงความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นเดียวกับกรณีหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ศ.ดร.อมร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญคือความเสียหายของโครงสร้างอุโมงค์ ปัจจุบันเชื่อว่าโครงสร้างอุโมงค์ยังไม่ได้รับความเสียหาย แต่เป็นเพียงการรั่วซึมบริเวณรอยต่อ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบอย่างละเอียด หากโครงสร้างอุโมงค์ยังสมบูรณ์ โอกาสที่ดินจะไหลเข้าสู่อุโมงค์ในปริมาณมากก็จะมีน้อยกว่า แต่หากไม่สามารถควบคุมแรงดันน้ำได้ ก็อาจส่งผลให้โครงสร้างอุโมงค์เกิดการเคลื่อนตัวได้ จึงจำเป็นต้องตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอุโมงค์อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการสอบถามผู้รับเหมา ศ.ดร.อมร กล่าวว่า เดิมเข้าใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้าง แต่ได้รับข้อมูลว่าการก่อสร้างในจุดดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว จึงจำเป็นต้องตรวจสอบกระบวนการก่อสร้างทั้งหมดอีกครั้ง โดยเฉพาะการปรับปรุงดินก่อนก่อสร้างบ่อ ว่ามีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรมหรือไม่ เพราะหากดินยังสามารถเคลื่อนตัวได้ ก็มีโอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้

สำหรับการเข้าตรวจสอบรายละเอียดทางวิศวกรรมเพิ่มเติม ศ.ดร.อมร กล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ พร้อมเชิญหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง รวมทั้งขอตรวจสอบแบบก่อสร้างและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ยังเห็นเพียงแบบโครงสร้างตามสัญญา แต่ยังไม่ได้เห็นแบบก่อสร้างจริง (Construction Drawing) และเอกสารวิธีการก่อสร้าง (Method Statement) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบกระบวนการอัดฉีดวัสดุ การปรับปรุงดิน ระบบกันซึม และรายละเอียดการก่อสร้างทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สาเหตุของเหตุการณ์ รวมถึงประเมินความเสี่ยงในอนาคตหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ

ศ.ดร.อมร กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยทั่วไปโครงสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้ามีมาตรฐานด้านความแข็งแรงสูง ปัญหาที่พบมักเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างโครงสร้างแต่ละส่วน ซึ่งเป็นโครงสร้างคนละประเภทและมีรอยต่อจากการก่อสร้าง หากระบบป้องกันการรั่วซึมไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ก็อาจเกิดการรั่วและลุกลามได้

พร้อมฝากถึงประชาชนในพื้นที่ว่า ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากพบรอยแตกร้าวใหม่ หรือรอยแตกร้าวเดิมมีขนาดใหญ่ขึ้น ควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทันที เพื่อยืนยันความปลอดภัยของอาคาร

ส่วนการประเมินว่าจะสามารถพักอาศัยในอาคารได้หรือไม่นั้น ศ.ดร.อมร กล่าวว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในขณะนี้ เพราะเป็นสถานการณ์ที่ต้องแข่งกับเวลา การอัดฉีดวัสดุใต้ดินเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและมีความซับซ้อน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามค่าระดับน้ำใต้ดิน อัตราการทรุดตัว และข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดอย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมง เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง