สว. หมอวี ห่วงวิกฤตการเงิน รพ.ติดลบ ต้องแก้โครงสร้างก่อนล้มเป็นโดมิโน

สว. หมอวี ห่วงวิกฤตการเงิน รพ.ติดลบ ต้องแก้โครงสร้างก่อนล้มเป็นโดมิโน

View icon 23
วันที่ 10 ก.ค. 2569 | 13.23 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สว. หมอวี ห่วงวิกฤตการเงิน รพ.ยังไม่คลี่คลาย นับวันยิ่งหนัก การแก้โครงสร้างการเงินการคลังสุขภาพ ต้องทำก่อนที่โรงพยาบาลจะล้มเป็นโดมิโน ทั้งประเทศมีโรงพยาบาล 903 แห่ง เงินบำรุงคงเหลือสุทธิ รวมกันเหลือเพียง 18,978 ล้านบาท 400 แห่ง เงินบำรุงติดลบ

วันนี้ (10 ก.ค.69) นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นวิกฤตการเงินโรงพยาบาลของรัฐ โดยระบุว่า วิกฤตการเงิน รพ.ยังไม่คลี่คลาย นับวันยิ่งหนักขึ้น เรื่องนี้กระทบทุกคน ตนเพิ่งเห็นตัวเลขเงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 แล้วต้องบอกตรง ๆ ว่านี่ไม่ใช่สัญญาณเตือนธรรมดาแล้ว แต่เป็นไฟแดงที่กะพริบอยู่ตรงหน้าเราทุกคน

เงินบำรุงคือเงินหมุนเวียนที่โรงพยาบาลใช้ซื้อยา เวชภัณฑ์ จ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ พูดง่าย ๆ “คือเงินในกระเป๋าที่ทำให้โรงพยาบาลเปิดประตูรับคนไข้ได้ทุกวัน”

หมอวีระพันธ์ ระบุว่า ตัวเลขล่าสุดบอกอะไรเราบ้าง ทั้งประเทศมีโรงพยาบาล 903 แห่ง เงินบำรุงคงเหลือสุทธิรวมกันเหลือเพียง 18,978 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนถึง 3,725 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่เดือน ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ 400 แห่ง เงินบำรุงติดลบ หมายความว่าใช้เงินเกินกว่าที่มีอยู่แล้ว และอีก 485 แห่ง มีเงินเหลือน้อยกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งสำหรับโรงพยาบาลหนึ่งแห่ง เงินจำนวนนี้อาจไม่พอค่ายาแม้แต่เดือนเดียว

กลุ่มที่หนักที่สุดคือโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นด่านหน้าดูแลคนในอำเภอทั่วประเทศ ติดลบไปแล้ว 339 แห่ง มากที่สุดในทุกประเภท นี่คือโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของพวกเราที่สุด และตัวเลขที่ทำให้ผมต้องออกมาย้ำถึงความอันตรายของระบบอีกครั้ง คือ 
โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงินระดับสูงสุด หรือระดับ 7 เพิ่มจาก 9 แห่ง เป็น 30 แห่ง ภายในไม่กี่เดือน พุ่งขึ้น 3 เท่า
โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงิน ระดับ 6 เพิ่มจาก 15 เป็น 32 แห่ง
โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงิน ระดับ 5 เพิ่มจาก 4 เป็น 16 แห่ง

หมอวีรพันธ์ บอกด้วยว่า วิกฤตการเงินทุกระดับพุ่งขึ้นพร้อมกันหมด ถ้าปล่อยไว้ อะไรจะเกิดขึ้น โรงพยาบาลที่เงินติดลบจะเริ่มจากการค้างจ่ายค่ายาบริษัทยา เมื่อค้างนานเข้า บริษัทจะหยุดส่งยา ยาบางตัวจะขาด คนไข้โรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน หัวใจ จะได้ยาไม่ครบหรือต้องเปลี่ยนยา เครื่องมือแพทย์ที่เสียจะไม่ได้ซ่อม บุคลากรที่เหนื่อยล้าอยู่แล้วจะยิ่งขาดขวัญกำลังใจ และสุดท้ายคุณภาพการรักษาจะค่อย ๆ ถดถอยลงโดยที่ประชาชนไม่ทันรู้ตัว จนกระทั่งวันที่เราหรือคนที่เรารักต้องเข้าโรงพยาบาลเอง

“ต้นตอของปัญหาไม่ใช่ว่าหมอพยาบาลทำงานไม่ดี แต่คือรายรับที่โรงพยาบาลได้จากระบบหลักประกันสุขภาพไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งค่ายา ค่าแรง และจำนวนผู้ป่วยสูงอายุที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรายรับต่ำกว่ารายจ่ายต่อเนื่องหลายปี เงินสะสมที่เคยมีก็ค่อย ๆ ละลายหายไปอย่างที่เห็นในตัวเลขวันนี้”

ข้อความตอนหนึ่งหมอวีระพันธ์ บอกว่า ในฐานะที่ทำงานอยู่ในกรรมาธิการสาธารณสุขของวุฒิสภา ตนกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือเรื่องความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนต้นทุนจริง และการแก้โครงสร้างการเงินการคลังสุขภาพ ต้องทำก่อนที่โรงพยาบาลจะล้มเป็นโดมิโน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ตอนนี้คือ ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด เพราะการป้องกันโรคคือการลดภาระระบบสาธารณสุขที่ตรงที่สุด และช่วยกันส่งเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นว่าเรื่องนี้รอไม่ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง