สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระวโรกาสให้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เฝ้า กราบทูลความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้การสนับสนุนของ "กองทุนหทัยทิพย์" มูลนิธิจุฬาภรณ์
เวลา 13.58 น. วันนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารอัครราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหาร และผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน นำพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมคณะ เฝ้า กราบทูลความก้าวหน้าผลการดำเนินโครงการก่อสร้างบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณจากกองทุนหทัยทิพย์ รวมเป็นเงิน 121,089,300 บาท
ในการนี้ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กราบทูลความก้าวหน้าการก่อสร้างบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับพระราชทานพระนโยบาย และรับพระราชทานเงินสนับสนุนจากกองทุนหทัยทิพย์ เป็นจำนวน 69,275,700 บาท
โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ เพื่อก่อสร้างถนนตรวจการณ์และรั้วชายแดน บังเกอร์หลุมบุคคล และหลุมหลบภัย อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง ได้ก่อสร้างเส้นทางลำเลียงวัสดุและเครื่องจักรกลจากฐานปฏิบัติการที่ 6 ไปยังหลักเขตแดนที่ 52 ระยะทาง 1.23 กิโลเมตร เสร็จสมบูรณ์ และอยู่ระหว่างก่อสร้างถนนตรวจการณ์จากหลักเขตแดนที่ 52 ถึงหลักเขตแดนที่ 59 ระยะทาง 8.38 กิโลเมตร รวม 9.61 กิโลเมตร
การก่อสร้างรั้วชายแดน จากหลักเขตแดนที่ 52 ถึงหลักเขตแดนที่ 54 ระยะทาง 1.31 กิโลเมตร เป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมลวดหนามหีบเพลง ความสูง 3.35 เมตร มีการออกแบบโครงสร้างที่เน้นความมั่นคงแข็งแรง ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม สามารถป้องกันการบุกรุกทำลาย รื้อถอน หรือการลักลอบข้ามแดนทั้งการขุดลอดและการปีนข้าม ปัจจุบัน การก่อสร้างในภาพรวมแล้ว ร้อยละ 62.29 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569
การจัดสร้างบังเกอร์หลุมบุคคล 100 หลัง โดยใช้คอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษเสริมเส้นใยเหล็กกำลังดึงสูง สามารถรองรับแรงอัดได้ถึง 1,250 KSC สามารถป้องกันอานุภาพจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 81 มิลลิเมตรได้ เพื่อแจกจ่ายให้กองกำลังป้องกันชายแดน ได้แก่ กองกำลังบูรพา, กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด, กองกำลังสุรนารี โดยออกแบบและก่อสร้างด้วยคอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทกและแรงระเบิด สามารถรองรับสภาวะแวดล้อมที่รุนแรงได้ดีกว่าคอนกรีตทั่วไป ปัจจุบัน ติดตั้งครบถ้วนทั้งหมด และส่งมอบให้หน่วยในพื้นที่ปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว
สำหรับการจัดสร้างหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน 40 หลัง ความจุ 40 และ 60 คน ได้ติดตั้งในโรงเรียน วัด และชุมชนตามแนวชายแดน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน ปัจจุบัน ติดตั้งแล้วเสร็จ 31 หลัง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนกรกฎาคม 2569
โอกาสนี้ มีพระดำรัสเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ และทรงห่วงใยกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแดนชายแดนในการปกป้องแผ่นดินไทย
จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสให้ พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา และคณะ เป็นผู้แทน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เฝ้ากราบทูลความก้าวหน้าการก่อสร้างของกองทัพบก โดยโครงการสนับสนุน "กองทุนหทัยทิพย์" ดังนี้
การก่อสร้างบังเกอร์ (ประเภทหลุมบุคคลคู่) ในฐานปฏิบัติการของหน่วยทหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน กำหนดเป้าหมายการก่อสร้าง 328 แห่ง ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จำนวน 72 แห่ง และกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 256 แห่ง ปัจจุบันเสร็จสมบูรณ์ตามเป้าหมาย
การก่อสร้างหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ความจุ 40 คน จำนวน 10 แห่ง ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จำนวน 3 แห่ง และกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 7 แห่ง เพื่อใช้เป็นที่พักพิงในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยง
โอกาสนี้ มีพระดำรัสกับผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก โดยทรงมีพระประสงค์ที่จะสนับสนุนการดำเนินงานผ่านกองทุนหทัยทิพย์ ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อการเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดน ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
ผู้ประสงค์ร่วมสมทบ "กองทุนหทัยทิพย์" สามารถบริจาคผ่าน ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี เงินกองทุนหทัยทิพย์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 229-3-03266-6 และประเภทบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 229-4-29977-7 หรือสแกน QR Code ผ่านระบบ e-Donation เงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage : กองทุนหทัยทิพย์, LINE Official @hataitipfund หรือ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ ชั้น 1 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร. 0-2553-8616-19 ในวันและเวลาทำการ
เวลา 18.49 น. วันนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ในการบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระพิธีธรรมจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และวัดสุทัศนเทพวราราม รวม 8 รูป
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแม้แต่ผู้ต้องราชทัณฑ์ ซึ่งนับเป็นคนชายขอบในสังคม ทรงใช้ความรู้ด้านกฎหมายจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา และเนติบัณฑิตไทย มาปรับใช้ในการช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทย
ทรงริเริ่ม "โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา" เมื่อปี 2549 เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องขังหญิง ต่อมา ทรงนำผลงานและรูปแบบการดูแลกลุ่มผู้ต้องขังหญิง ผู้ต้องขังตั้งครรภ์ และเด็กติดผู้ต้องขังในโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ที่ประสบผลสำเร็จ ไปเผยแพร่ในเวทีนานาชาติ นำไปสู่การจัดตั้ง "โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง Enhancing Lives of Female Inmates หรือ ELFI" ต่อจากนั้นทรงผลักดันร่าง "ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง" ที่ได้รับการรับรองเป็น "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ" หรือ "แบงคอค รูลส" มีหลักการสำคัญ คือ "การไม่เลือกปฏิบัติ" มุ่งให้ความช่วยเหลือ ดูแลด้านสุขภาพ และฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้ต้องขังหญิงที่เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งผลสำเร็จจากการทรงงานได้เปลี่ยนมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก