สสว. ทุ่มเงิน 100 ล้าน เข้าโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส” ช่วย SME

สสว. ทุ่มเงิน 100 ล้าน เข้าโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส” ช่วย SME

View icon 39
วันที่ 14 ก.ค. 2569 | 11.17 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“นภินทร” เผย สสว. เติมเงิน 100 ล้าน เข้าโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส” เปิดโอกาสคนรายได้น้อยเริ่มธุรกิจอาหาร ช่วย SME โต ดันเศรษฐกิจขยับ ลั่น งานเดินหน้าไม่เกี่ยวนายกฯ ขู่ประเมิน KPI

วันนี้ (14 ก.ค.69) นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวถึงการขับเคลื่อนการทำงานของ สสว.ว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอีขนาดเล็ก 99 %  ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 1 มีสัดส่วนจีดีพีสูงถึง 65 % สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างผู้ประกอบการรายเล็กกับรายใหญ่ รวมถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยที่ยังอยู่ในระดับสูง

เป้าหมายของรัฐบาล ต้องการผลักดันจีดีพีของประเทศ 40 % ภายในเวลา 10 ปี และตั้งเป้าจะดันให้รายได้จีดีพี 15,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรายได้สูงภายใน 12 ปี สสว.จึงอนุมัติวงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อดำเนินการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส” คัดเลือกแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพกว่า 100 อาหารแฟรนไชส์ โดยแบ่งเป็นอาหารเครื่องดื่ม 60 % และบริการ 40 % เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ยังไม่มีอาชีพ หรือผู้ที่มีรายได้ไม่เพียงพอ สามารถเริ่มต้นประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีรายได้น้อยและสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดูรายละเอียดได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่จะช่วยในเรื่องของค่าแรกเข้าไม่เกิน 10,000 บาท และช่วยคัดเลือกทำเลร่วมกับเอกชน และในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า 2,000 สาขา รวมถึงสมาคมตลาดสดกว่า 100 ตลาด มีจุดขายกว่า 10,000 จุด พร้อมกับลดค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน หากผู้ประกอบการต้องการกู้เงิน มีธนาคารเข้ามารองรับ อาทิ ธนาคารกรุงไทย ที่จะช่วยเรื่องดอกเบี้ย 3 % เป็นต้น

นายนภินทร กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ในช่วงเวลานี้ไม่เกี่ยวกับที่นายกรัฐมนตรี ระบุเรื่องการประเมิน KPI การทำงานของรัฐมนตรี แต่เนื่องจากโครงการต่างๆ จะทยอยออกมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 และจะได้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในช่วงไตรมาส 3 - 4 นี้ เชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าขยับขึ้น 1-2 % สืบเนื่องจากตัวเลขในช่วงไตรมาสหนึ่งมีการเติบโตขึ้น ทั้งนี้ งานในกำกับดูแลของตนยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ต้องขับเคลื่อนสภาพการค้าจากที่ลดลงให้ดีขึ้น

นายนภินทร ยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่าจากสถิติที่ผ่านมาโรงงานที่ผลิตสินค้าทั่วไปปิดกิจการมากกว่าที่เปิดใหม่ และโรงงานที่เปิดใหม่ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์กลับมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงขอให้ผู้ประกอบการไทยหันมาเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และภูมิปัญญาของไทยมาผสมผสานในการพัฒนาสินค้าและสร้างแบรนด์ เพราะจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากกว่าการผลิตสินค้าแบบทั่วไปที่ไม่มีเอกลักษณ์ พร้อมย้ำว่า สินค้าที่มีแบรนด์และมีความคิดสร้างสรรค์ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง