วัส ติงสมิตร ถอดรหัสลับ มติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” กระทบศรัทธา แม้ไม่พบเส้นเงิน 100 ล้าน

วัส ติงสมิตร ถอดรหัสลับ มติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” กระทบศรัทธา แม้ไม่พบเส้นเงิน 100 ล้าน

View icon 72
วันที่ 14 ก.ค. 2569 | 17.39 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสลับ มติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” กระทบศรัทธา แม้ไม่พบเส้นเงิน 100 ล้าน

วันนี้ (14 ก.ค.69) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับมติ ก.ต.ลงโทษตุลาการสถานหนักว่า  ถอดรหัสลับมติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” เพราะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการประสาทความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.69 สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (สำนัก ก.ต.) ได้เผยแพร่ข่าวผลประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 18/2569 มีการพิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ ซึ่ง "มีพฤติการณ์คบหาสมาคมกับคู่ความ หรือบุคคลอื่น ซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ มีพฤติการณ์จ่ายสำนวนในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ลงโทษไล่ออกจากราชการ"

(ขณะที่อีกรายหนึ่ง มีพฤติการณ์เสนอความเห็นในการเรียกสำนวนคดีของศาลแห่งหนึ่งคืน เป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง เห็นควรให้งดเลื่อนตำแหน่ง หรืองดเลื่อนเงินเดือน 2 ปี แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน)

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า การที่ ก.ต. มีมติลงโทษ “ไล่ออกจากราชการ” อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากกรณีดังกล่าว มีมูลเหตุเชื่อมโยงมาจากศึกสายเลือดฟ้องร้องตระกูลนักธุรกิจดัง คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจระบบวินัยของข้าราชการตุลาการ

แต่สิ่งที่ทำให้สังคมและนักกฎหมายหลายคนตั้งคำถามตามมาก็คือ ในเมื่อรายงานข่าวระบุว่า "จากการสอบสวน ไม่พบเส้นทางการเงิน 100 ล้านบาท (100 กิโล)" ตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุใด ก.ต. จึงยังคงลงโทษวินัยร้ายแรงถึงขั้น "ไล่ออกจากราชการ" ซึ่งเป็นโทษสถานหนักที่สุด?

คำตอบของปริศนาทางกฎหมายนี้ ซ่อนอยู่ในความแตกต่างระหว่าง "การทุจริตต่อหน้าที่" กับ "การปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริตและความเที่ยงธรรม รวมทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ" ซึ่งเป็นคนละฐานความรับผิดในทางวินัยอย่างสิ้นเชิง!

ข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนัก ก.ต. สะท้อนอะไร?
หากเราอ่านถ้อยคำในข่าวของสำนัก ก.ต. อย่างละเอียด จะพบว่าผู้พิพากษารายดังกล่าวถูกระบุพฤติการณ์ไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.คบหาสมาคม กับคู่ความหรือบุคคลที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับคดีความ 2.จ่ายสำนวน ในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง 3.พฤติการณ์ดังกล่าว อาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธา ของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งคือ ก.ต. ไม่ได้เลือกใช้คำว่า "ทุจริตต่อหน้าที่" "รับสินบน" หรือแม้แต่คำว่า "ประพฤติชั่ว" ลอย ๆ หากแต่เลือกอธิบายพฤติการณ์ที่ผูกโยงกับการ "ใช้อำนาจหน้าที่" และ "ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน" เป็นหลัก การเลือกใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังเช่นนี้ นำมาสู่การวิเคราะห์เชิงลึกว่า ก.ต. กำลังปรับเข้าฐานความผิดใดใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543

มาตรา 57 และมาตรา 62 : "หัวใจ" ที่ถูกทุบทำลาย
เมื่อนำข้อเท็จจริงในข่าวมาเทียบกับตัวบทกฎหมาย จะพบว่า มาตรา 57 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 62 คือบทบัญญัติที่สอดรับกับพฤติการณ์นี้มากที่สุด โดยกฎหมายวางหลักไว้ว่า

มาตรา 57 วรรคหนึ่ง : "ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม"

มาตรา 62 : "ข้าราชการตุลาการต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามที่ ก.ต. กำหนด”

ทำไมจึงเป็นมาตรา 57 และมาตรา 62?
เพราะข้อกล่าวหาเรื่อง "การจ่ายสำนวน" เพื่อช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง เป็นเรื่องของการ "ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งบริหารจัดการศาลโดยมิชอบ" โดยตรง ไม่ใช่เรื่องความประพฤติส่วนตัว ดังนั้น แม้ในชั้นสอบสวนจะยังไม่มีพยานหลักฐานแน่นหนาพอที่จะพิสูจน์เรื่องการรับเงินสินบน 100 ล้านบาท (ซึ่งจะไปเข้าข่ายการทุจริต) แต่หากพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า "ระบบการจ่ายสำนวนถูกบิดเบือนจนขาดความเที่ยงธรรม" เท่านี้ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางเงิน!

ส่วนประเด็นเรื่อง "การคบหาสมาคมกับคู่ความ" นั้น ถือเป็นการฝ่าฝืน ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 43 ที่กำหนดให้ “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความ หรือบุคคลอื่น ซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ... อันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม...” ซึ่งการฝ่าฝืนข้อบังคับจริยธรรมเช่นนี้ ถือเป็นความผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมที่ ก.ต. กำหนด ตามมาตรา 62 โดยตรง

แล้วเหตุใดจึงลงโทษถึงขั้น "ไล่ออก" ทั้งที่ไม่มีเรื่องเงิน?
แม้มาตรา 57 และมาตรา 62 จะเป็นตัวกำหนด "หน้าที่" (วินัย) แต่บทกำหนด "สถานลงโทษ" นั้นถูกแยกไปไว้ในส่วนของการลงโทษ ซึ่งกรณีนี้ส่งผลให้เกิดการปรับเข้า มาตรา 77 (3) ที่ระบุว่า ประธานศาลฎีกาจะสั่งลงโทษไล่ออกได้ เมื่อข้าราชการตุลาการ "ไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการและจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ และการไม่ถือและปฏิบัตินั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง"

ในทางโครงสร้างของกฎหมายตุลาการ มาตรา 77 (3) ทำหน้าที่เป็น "บทกำหนดระดับโทษ" (Penalty Clause) สำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง

เมื่อ ก.ต. ขมวดท้ายในข่าวว่า พฤติการณ์บิดเบือนการจ่ายสำนวนและการคบหาคู่ความนี้ "อาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม" ย่อมเป็นการตีความอย่างชัดเจนว่า "ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดขององค์กรศาล ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นตัวเงินหรือทรัพย์สิน แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่น (Loss of Public Trust) ของประชาชนต่อความเป็นกลางของตราชั่ง"

เมื่อความเสียหายต่อตัวสถาบันศาลนั้นร้ายแรงถึงขีดสุด บทลงโทษจึงต้องดีดไปที่สถานหนักที่สุดคือ "ไล่ออก" ตามมาตรา 76 (1) นั่นเอง

ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ (Judicial Accountability)
มติช็อกโลกของ ก.ต. ในครั้งนี้ ได้สะท้อนหลักการพื้นฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ นั่นคือ "ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี" ทว่า... ความเป็นอิสระนั้นไม่ใช่ "ตั๋วอำนาจเปล่า" ที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ การตรวจสอบทางวินัยอย่างเข้มข้นจากองค์กรภายในอย่าง ก.ต. ในคดีตระกูลดังนี้ จึงไม่ใช่การแทรกแซงอำนาจฝ่ายตุลาการ หากแต่เป็น "กลไกป้องปรามและคุ้มครองความน่าเชื่อถือของศาลยุติธรรม" เพื่อให้ตราชั่งยังคงตั้งตรงภายใต้หลักนิติรัฐอย่างแท้จริง

บทสรุป แม้เราจะไม่มีโอกาสเห็นรายงานผลการสอบสวนฉบับเต็มหรือคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจาก ก.ต. แต่จากการ "อ่านระหว่างบรรทัด" และวิเคราะห์ถ้อยคำที่ ก.ต. เลือกใช้ในข่าวประชาสัมพันธ์ ประกอบกับโครงสร้างของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มีเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งที่จะเชื่อได้ว่า แก่นแท้ของข้อกล่าวหาถูกตรึงไว้ที่ "การฝ่าฝืนวินัยตามมาตรา 57 และมาตรา 62" (ปฏิบัติหน้าที่ขาดความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน ประเพณีปฏิบัติ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามที่ ก.ต. กำหนด) และเด็ดขาดด้วยบทลงโทษไล่ออกผ่าน "มาตรา 77 (3)" (ฝ่าฝืนระเบียบแบบแผนและจริยธรรมจนเกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง)

ท้ายที่สุด คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้อำนาจรัฐทุกคนว่า... สำหรับผู้พิพากษาแล้ว "ความศรัทธาของประชาชน" คือทรัพย์สินสาธารณะที่มีมูลค่าสูงที่สุด และการรักษาทรัพย์สินชิ้นนี้ให้บริสุทธิ์ ย่อมเป็นหน้าที่ที่ถอยรั้งไม่ได้ขององค์กรตุลาการไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง