แม่คาใจร้อง ! "ปวีณา" หมอให้ยาสลบผ่าคลอด ฟื้นมา ลูกดับปริศนา

แม่คาใจร้อง ! "ปวีณา" หมอให้ยาสลบผ่าคลอด ฟื้นมา ลูกดับปริศนา

View icon 39
วันที่ 17 ก.ค. 2569 | 14.12 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
แม่คาใจ ! ขณะหมอผ่าคลอด ยาสลบหมดฤทธิ์ หมอให้ยาสลบซ้ำ ฟื้นมา รับแจ้งลูกอาการวิกฤต สุดท้ายเสียชีวิต  ใบมรณบัตร ระบุ “ภาวะความดันเลือดในปอดสูง”

วันนี้ (17 ก.ค.69) พ่อแม่และยายเดินทางมาร้องทุกข์ปวีณา แจ้งว่า แม่ตั้งครรภ์ผ่าคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. ระหว่างผ่าคลอดยาสลบหมดฤทธิ์ ทำให้รู้สึกตัว แพทย์จึงหยุดผ่าตัดกลางคันแล้วหันมาให้ยาสลบแม่ซ้ำ หลังฟื้นขึ้นมาอีกทีลูกสาวที่คลอดออกมามีอาการวิกฤตต้องอยู่ใน ICU เด็ก 1 วัน ก่อนจะส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 และลูกเสียชีวิตลง ในใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการตาย "ภาวะความดันเลือดในปอดสูง" แม่ใจสลายไปถามหาสาเหตุที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งแรก เจ้าหน้าที่แจ้งว่า เด็กสำลักน้ำคร่ำเสียชีวิต แม่สงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูก จึงขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบให้ความกระจ่าง

น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี แม่ที่เพิ่งเสียลูกไป กล่าวว่า ตนเป็นชาว จ.พะเยา เดินทางเข้ามาทำงานรับเหมาก่อสร้างใน กทม. ย่านเขตภาษีเจริญ ตนกับสามีอยู่กินกันมา 13 ปี มารู้ตัวอีกทีตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงได้ใช้สิทธิบัตรทองไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. และไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัดทุกครั้ง อัลตราซาวน์ลูกในท้องเป็นผู้หญิงปกติแข็งแรงดี หมอนัดให้คลอดเองตามธรรมชาติในวันที่ 4 ก.ค.69

วันที่ 4 ก.ค.69 ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่ตนยังไม่มีอาการปวดท้อง หมอตรวจพบว่ามดลูกยังไม่เปิด อัลตราซาวน์ลูกในท้องปกติ จึงนัดไปโรงพยาบาลอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.69 เมื่อถึงวันนัดตนไปที่โรงพยาบาล แต่ก็ยังไม่ปวดท้องคลอด และมดลูกยังไม่เปิด หมออัลตร้าซาวด์เด็กในท้องปกติแข็งแรงดี จึงนัดอีกครั้งในวันที่ 9 ก.ค.69 เพื่อจะทำการผ่าคลอด วันที่ 8 ก.ค.69 ตนจึงไปนอนที่โรงพยาบาล เพื่อรอคลอด

วันที่ 9 ก.ค.69 เวลา 11.00 น. ตนเข้าห้องคลอด หมอจะทำการบล็อกหลังแต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากหาเส้นเลือดไม่เจอ เพราะตนเป็นคนตัวใหญ่มีน้ำหนักถึง 105 กิโลกรัม หมอจึงเปลี่ยนวิธีเป็นการให้ดมยาสลบ หลังจากที่ดมยาสลบตนก็หลับ ระหว่างที่หมอกำลังผ่าคลอด จู่ๆ ตนรู้สึกตัวขึ้นมา หมอจึงหยุดผ่าคลอดและหันมาให้ยาสลบกับตนเพิ่ม หลังจากนั้นตนก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาอีกทีตอน 15.00 น. ตนอยากเห็นหน้าลูกจึงได้ให้สามีไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่าเด็กหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ รักษาตัวอยู่ห้อง ICU เด็ก เวลา 18.00 น. เด็กมีอาการไม่ตอบสนอง จะต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 ใน กทม. เวลา 00:00 น. ของวันที่ 10 ก.ค.69 แต่เมื่อถึงเวลาก็ยังไม่มีการส่งตัวลูกไป สามีตนจึงได้ไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่า ตอนนี้ลูกมีอาการวิกฤตยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จนถึงเวลา 03:00 น. จึงได้ส่งตัวลูกไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 ซึ่งหมอที่โรงพยาบาลนั้นถามว่าทำไมถึงส่งตัวมาช้า

กระทั่งวันที่ 11 ก.ค.69 เวลา 00:00 น. หมอโรงพยาบาลแห่งที่ 2 แจ้งว่าลูกได้เสียชีวิตเเล้ว เนื่องจากขาดออกซิเจน เเละปอดติดเชื้อรุนเเรง ส่วนในใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการตาย "ภาวะความดันเลือดในปอดสูง" ตนหัวใจสลายที่ต้องสูญเสียลูกคนแรก อุตส่าห์อุ้มท้องมาถึง 9 เดือน ตนกับสามีและครอบครัวสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกน้อย ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่หมอโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกหยุดผ่าทำคลอดแล้วหันมาเพิ่มยาสลบให้ตนที่รู้สึกตัวระหว่างคลอดหรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ตนสามีได้ไปถามหาสาเหตุว่าลูกเสียเป็นอะไรถึงอาการวิกฤต และทำไมถึงส่งตัวไปโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ช้า หมอเด็กบอกว่า ลูกสำลักน้ำคร่ำ

ซึ่งแม่ตั้งข้อสงสัย 1. จะเกี่ยวข้องกับที่ยาสลบหมดฤทธิ์กลางคันระหว่างผ่าตัด ทำแม่รู้สึกตัวจนหมอต้องหยุดทำคลอดกะทันหันเพื่ออัดยาสลบเพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์หรือไม่? 2. ขณะที่เด็กวิกฤตอยู่ในห้อง ICU ตั้งแต่เย็น แต่ทำไมโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกถึงกักตัวไว้จนถึงตี 3 ไม่รีบส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ให้เร็วกว่านี้่่    

"ตนกับสามีเสียใจมากยังไม่ทันได้เห็นหน้าลูกเลย อยากทราบสาเหตุการเสียชีวิตของลูกที่แท้จริงจึงได้ไปเข้าเเจ้งความที่ สน.พญาไท เพื่อขอให้ตำรวจส่งศพชันสูตร และจะยังไม่เผาศพลูกจนกว่าจะทราบผลชันสูตรและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมไขความกระจ่างให้ด้วย" 

หลังรับเรื่อง นางปวีณา ได้ประสาน ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และในเวลา 13.00 น. วันนี้ นางปวีณา จะได้พาผู้เสียหายไปพบกับ ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และนายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตั้งขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุของทารกที่เสียชีวิต โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง