กรมการค้าภายใน เกาะติดต้นทุน ข้าวแกง - ตามสั่ง หลังสถานการณ์พลังงานคลี่คลาย

กรมการค้าภายใน เกาะติดต้นทุน ข้าวแกง - ตามสั่ง หลังสถานการณ์พลังงานคลี่คลาย

View icon 20
วันที่ 17 ก.ค. 2569 | 17.24 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
กรมการค้าภายใน เกาะติดต้นทุน ข้าวแกง - ตามสั่ง หลังสถานการณ์พลังงานคลี่คลาย จับมือผู้ผลิตตรึงราคาสินค้า–ดูแลวัตถุดิบอาหาร เตรียมจัดโพรฯ สินค้าจำเป็น ลดค่าครองชีพประชาชน

โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่เริ่มมีทิศทางคลี่คลาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าหลายรายการเริ่มปรับลดลง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ทยอยกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สินค้าที่จำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันจำนวนหนึ่งยังสะท้อนต้นทุนจากวัตถุดิบและสินค้าที่ผู้ประกอบการนำเข้าในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง จึงต้องใช้ระยะเวลาให้ต้นทุนใหม่ทยอยสะท้อนมายังราคาจำหน่าย

กรมการค้าภายในจึงยังคงติดตามสถานการณ์ต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด ภายใต้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) โดยให้ความสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และกำกับให้โครงสร้างราคาจำหน่ายสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค

แม้สถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มผ่อนคลาย แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าในอนาคต กรมการค้าภายในจึงยังคงติดตามต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารปรุงสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานเริ่มปรับลดลง เพื่อประเมินว่าราคาสินค้าปลายทางควรปรับตัวให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 กรมการค้าภายในได้เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ผลิต และผู้แทนห้างค้าปลีกในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ และพลาสติก ร่วมหารือติดตามสถานการณ์ต้นทุนและภาวะตลาด โดยที่ประชุมยืนยันว่า ปัจจุบันปริมาณสินค้าในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่งปรับลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติประมาณร้อยละ 20 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงรับภาระต้นทุนเดิมไว้โดยไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แม้บางรายการจะปรับลดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อบริหารต้นทุน ทั้งนี้ กรมยังได้รับทราบข้อเสนอและข้อกังวลของภาคเอกชน เพื่อนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในส่วนที่สามารถดำเนินการได้

นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในยังได้เชิญผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่กว่า 80 ราย มาติดตามสถานการณ์ต้นทุนอย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือไม่ให้ปรับขึ้นราคาสินค้าจำเป็นในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพสูง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยยังคงตรึงราคาสินค้าหลายรายการ แม้ว่าบางรายจะมีต้นทุนใกล้เคียงกับราคาจำหน่ายแล้วก็ตาม

สำหรับการดูแลราคาขายอาหารปรุงสำเร็จหรืออาหารจานเดียว กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการติดตามต้นทุนอย่างรอบด้าน เนื่องจากต้นทุนของผู้ประกอบการประกอบด้วยทั้งต้นทุนทางตรง ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าก๊าซหุงต้ม รวมถึงต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ซึ่งภาครัฐในทุกหน่วยงานได้ร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระต้นทุนในแต่ละด้าน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลราคาวัตถุดิบ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาอาหารและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

ปัจจุบันวัตถุดิบสำคัญหลายรายการยังสามารถรักษาระดับราคาได้ และบางรายการมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ วัตถุดิบทั่วไป ได้แก่ ข้าวสารเหนียว เกลือป่น ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม ซอสพริก และซอสมะเขือเทศ วัตถุดิบตามฤดูกาล ได้แก่ กุ้งขาว ถั่วฝีกยาว กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริกขี้หนูจินดา และมะนาว ในส่วนของวัตถุดิบที่เป็นสินค้าควบคุมไม่มีการปรับขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนมพร้อมดื่ม ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารจานเดียว ส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนของผู้ประกอบการร้านอาหาร และช่วยชะลอแรงกดดันต่อราคาจำหน่ายอาหาร

ในส่วนของข้าวสารบรรจุถุงที่มีข้อเสนอเรื่องการปรับราคา นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาข้าวเปลือกที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการปลายข้าวขาวที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีราคาปรับสูงขึ้นประมาณร้อยละ 23 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวสารบรรจุถุงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงให้ความร่วมมือในการตรึงราคาจำหน่าย และคาดว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดรอบใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม ความต้องการปลายข้าวจะลดลง ส่งผลให้ต้นทุนและราคาข้าวสารมีแนวโน้มปรับลดลงตามกลไกตลาด

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในเตรียมร่วมมือกับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันลดราคาสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแชมพู สบู่ ยาสีฟัน น้ำตาลทราย ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และรองรับการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”

นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ต้นทุนและราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้กลไกตามกฎหมายกำกับดูแลผู้ประกอบการไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควร รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีก กำกับดูแลร้านค้าตัวแทนจำหน่ายให้จำหน่ายสินค้าในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรม และสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภคและผู้ประกอบการควบคู่กันไป

สำหรับวัตถุดิบอาหารจานเดียว นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาหารจานเดียวมีต้นทุนที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ต้นทุนการประกอบอาหารจานเดียวได้แก่ ต้นทุนทางตรง ประกอบด้วย ค่าเช่าที่ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าวัตถุดิบ และ ต้นทุนแฝง ประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าไฟ ค่าน้ำ เป็นต้น โดยในส่วนของต้นทุนทั้งหมดนี้ มีหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลและช่วยลดต้นทุนให้แก่พี่น้องประชาชนอยู่ในทุกๆด้าน โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีภารกิจหลักในการติดตาม และกำกับดูแลวัตถุดิบ เพื่อให้ราคาอาหารปรุงสำเร็จอยู่ในระดับที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ในส่วนของโครงการไทยช่วยไทย นายจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองขับเคลื่อนนโยบายการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ กว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดสินค้าชุมชนและสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ในทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจำนวน 5 ครั้ง มียอดจำหน่ายสินค้า จำนวน 135.40 ล้านบาท ลดภาระค่าของชีพได้ 29.62 ล้านบาท พณ. ได้ร่วมกับ มท. จัดให้มีการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอต่อเนื่องเป็นเฟสที่ 2 ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาโดยจัดครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค 69 จากข้อมูลของกรมการปกครอง มท. มีสินค้าเข้าร่วมโครงการทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด)  สินค้าชุมชน (OTOP) และสินค้าชุมชนและSMEs เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า จำนวน 43,649 ร้านค้า มีประชาชนไปจับจ่ายใช้สอย 174,425 คน ยอดการจำหน่ายสินค้า 16.95 ล้านบาท ลดภาระค่าของชีพได้ 2.9 ล้านบาท

ในจำนวนนี้เป็นการจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนและ SMEs ในสัดส่วนที่สูง การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในวันนี้ ทราบจากพณจ. หลายจังหวัดว่ามีการจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคักสำหรับการจำหน่ายในครั้งต่อไปจะเป็นวันศุกร์ที่ 31 ก.ค 69 และจะจัดอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ศุกร์เว้นศุกร์ไปจนถึงวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 69 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนไปร่วมจับจ่ายใช้สอยสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอนอกจากจะได้ลดภาระค่าใช้จ่ายโดยการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดแล้ว ยังได้ร่วมสนับสนุนสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนและSMEs ให้มีรายได้ที่ดีขึ้นและยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง