ครูทราย ทวงความยุติธรรมให้สามี หลังหมอวินิจฉัยผิด

แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ - ครูสาวออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังสูญเสียสามีจากโรคหัวใจ ภายหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน แต่แพทย์ปฏิเสธตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก่อนให้กลับบ้าน สุดท้ายสามีช็อกเสียชีวิต ขณะที่ผลชันสูตรยืนยันว่าเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อชายผู้เสียชีวิตมีอาการเจ็บร้าวตั้งแต่นิ้ว ลามขึ้นหน้าอก เหงื่อแตกมาก ต่อเนื่องหลายวัน เพื่อนร่วมงานจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม

โดยภรรยาผู้เสียชีวิตเล่าว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาล สามีถูกส่งต่อหลายแผนก ก่อนที่แพทย์กระดูกจะเริ่มสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และส่งต่อให้แพทย์ทั่วไป แต่เธออ้างว่า แม้จะร้องขอให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แพทย์กลับปฏิเสธ พร้อมระบุว่าอาการอาจเกิดจากความวิตกกังวลหรือภาวะแพนิค ทั้งยังบอกภรรยาเชื่อข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และ AI มากเกินไป

เธอ ยืนยันว่า สามียินดีตรวจเพิ่มเติม และพร้อมจ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด รวมถึงขอย้ายโรงพยาบาล แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง และถูกแนะนำให้กลับบ้าน กระทั่งช่วงเย็นวันเดียวกัน หลังกลับถึงบ้าน ผู้ป่วยเกิดอาการช็อกและเสียชีวิต ทิ้งภรรยาและลูกน้อยไว้เบื้องหลัง ผลการชันสูตรจากแพทย์นิติเวชระบุชัดว่า ผู้เสียชีวิตมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น ซึ่งเป็นโรคหัวใจจริง ไม่ใช่อาการแพนิคตามที่ถูกวินิจฉัยก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ภรรยาผู้เสียชีวิตได้เปิดคลิปสุดท้าย ที่สามีไปรับลูกสาวที่ เนิร์สเซอรี ก่อนจะเสียชีวิตในวันเดียวกัน จึงตั้งคำถามว่า หากเช้าวันนั้นแพทย์ยอมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตามที่ร้องขอ สามีอาจยังมีโอกาสได้รับการรักษาทันท่วงที และไม่ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

และล่าสุด ภรรยาของผู้เสียชีวิต ได้อัปเดตความคืบหน้าว่า แพทย์ที่ดูแลได้ยอมรับระหว่างการพูดคุยว่า วินิจฉัยโรคผิด ขณะที่ผลชันสูตรล่าสุดพบว่าผู้เสียชีวิตมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น ไม่ใช่โรควิตกกังวล ทางครอบครัวผู้เสียชีวิต เตรียมรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นร้องเรียน ขอให้ตรวจสอบกระบวนการรักษา พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงคำขอโทษ แต่ต้องการคำตอบว่าเหตุใดผู้ป่วยที่มีอาการเสี่ยงโรคหัวใจจึงไม่ได้รับการตรวจพื้นฐานก่อนถูกส่งกลับบ้าน วอนทุกคนช่วยแชร์ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ครอบครัว และลูกน้อยที่ผู้เสียชีวิตรักมาก ตอนนี้ก็ยังรอคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง