ห้องข่าวภาคเที่ยง - หลังจากมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 9.3 ล้านคน ส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะครอบครองรถยนต์ หรือ มีรถจักรยานยนต์เกิน 1 คัน ล่าสุด รัฐบาลแถลงเตรียมเสนอ ครม.ปรับหลักเกณฑ์การครอบครองรถเก่าจะไม่ถูกตัดสิทธิ์
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงชี้แจงขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ส่วนใหญ่ เพราะครอบครองรถเก่าที่สิ้นสภาพไปแล้ว แต่ไม่ได้ยกเลิกทะเบียน
หลังจากนี้จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อปรับหลักเกณฑ์ว่า รถยนต์เก่าที่มีอายุใช้งานเกิน 20 ปี และ รถจักรยานยนต์เก่าอายุเกิน 15 ปี จะไม่ถูกนำมาคิดในหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รวมถึงหลักเกณฑ์การถือครองรถจักรยานยนต์จะมีการเพิ่มเกณฑ์ให้ หากมีรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี 2 คัน และกำลังผ่อน อยู่ถือว่าไม่ตกเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ส่วนรถที่ใช้งานหนักจนสิ้นสภาพไปแล้วสามารถให้กรมการขนส่งทางบก ตรวจสภาพรถได้ หากรถสิ้นสภาพไปแล้ว ถือว่าไม่ตกเกณฑ์
ส่วนรถที่จำหน่ายไปแล้ว ด้วยวิธีการโอนลอย แต่ยังไม่มีการจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ สามารถมาลงบันทึกได้ที่ขนส่งประจำจังหวัด ส่วนคนที่ไม่มีการซื้อรถ แต่ถูกนำชื่อไปอ้างในสิทธิ์ ก็สามารถไปอุทธรณ์กับกรมการขนส่งทางบกได้
ขณะที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ได้ประสานงานทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน พร้อมตั้งศูนย์ประสานงานสนับสนุนบริการของรัฐ ที่ที่ว่าการอำเภอ ทั้งผู้ที่ได้รับสิทธิ และยังไม่ผ่าน ไปแจ้งทบทวนสิทธิได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง
ส่วนคนที่ไม่สะดวกเดินทาง จะจัดเจ้าหน้าที่ลงไปรับเรื่องราวต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่จะแจ้งนัดหมายแผนงานว่าจะเข้าไปบริการประชาชนวันใด เวลาใด
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บอกว่า การปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังไม่เข้า ครม.ในวันพรุ่งนี้ และจะขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน จากเดิม 31 กรกฎาคมนี้
ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อัดคลิปชี้แจงว่า ประชาชนหลายรายไม่ผ่านเกณฑ์
เนื่องจากมีชื่อครอบครองรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์ที่เก่ามาก หรือ ไม่ได้ใช้งานแล้ว ทางแก้ คือ เจ้าของชื่อ ต้องไปติดต่อกรมการขนส่งทางบก เพื่อแจ้งยกเลิกการใช้รถคันดังกล่าว หรือ ยกเลิกทะเบียนรถ
สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 9.3 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์เกิน 1 คันกว่า 3 ล้านคน มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ 2 ล้านคน และมีวงเงินสินเชื่อเกิน 100,000 บาท ประมาณ 2.6 ล้านคน