กอดลูกร่ำไห้ เสียสามีเพราะหมอตรวจพลาด

View icon 65
วันที่ 20 ก.ค. 2569 | 11.23 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - กรณี ครูทราย อายุ 31 ปี ออกมาเรียกร้องเรื่องสามีเสียชีวิตจากโรคหัวใจ แต่แพทย์วินิจฉัยพลาด บอกว่าเป็นแพนิค ทำให้เสียโอกาสในการรักษา วานนี้ แถลงการณ์จากโรงพยาบาล ให้แพทย์คนดังกล่าวพ้นสภาพแล้ว ขณะที่ ครูทรายยังคงกอดลูกสาวร่ำไห้ ทำใจไม่ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

ครูทรายยังทำใจไม่ได้ ต้องสูญเสียสามีไปอย่างกะทันหันจากโรคหัวใจ หลังแพทย์วินิจฉัยพลาด บอกว่าสามีของเธอมีอาการแพนิค และไม่ได้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เธอจึงร้องขอความเป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ที่รักษา

งานศพที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ เมื่อวานเป็นไปอย่างโศกเศร้า แม่ของผู้เสียชีวิต บอกว่า "ฟูม" เป็นลูกชายคนโต และเป็นเสาหลักของครอบครัว ปกติทำงานและพักอยู่กับลูกสะใภ้ที่ราชบุรี จะกลับบ้านที่กรุงเทพฯ ทุกวันศุกร์

หลังจากลูกชายเสียชีวิต ตนและครอบครัวได้พูดคุยกับแพทย์ผู้ทำการรักษาแบบเปิดอกคุยกัน จากการสังเกตอากัปกริยาท่าที แพทย์คนดังกล่าว ยิ้มแย้มสดใสไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และยังบอกว่าการวินิจฉัยสังเกตเพียงลักษณะอาการเบื้องต้น ประกอบกับอายุของลูกชายเพิ่งจะ 30 ต้น ๆ จึงมองว่าไม่น่าจะเกิดอาการรุนแรง

ซึ่งพอได้ฟังการชี้แจง บอกเลยว่ารับไม่ได้ ยืนยันจะดำเนินการเอาผิดให้ถึงที่สุดกับแพทย์คนดังกล่าว และไม่สะดวกให้ขอขมาศพด้วย

ด้านโรงพยาบาลออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 สั่งให้แพทย์ผู้เกี่ยวข้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ทันที พร้อมระบุในเอกสารว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าแพทย์คนดังกล่าว สื่อสารกับคนไข้และญาติด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ โดยยืนยันจะดูแลเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่ และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังทราบว่าแพทย์คนดังกล่าวถูกให้ออกจากงาน ครูทราย ได้โพสต์แสดงความเห็นว่า "โดนให้ออก แต่ยังหายใจ กินข้าวได้นะ ถือว่าโชคดีอยู่ ส่วนอีกคน .... อยากให้เขาแค่โดนไล่ออกบ้างจัง จะได้กลับบ้านมากินข้าวด้วยกัน"

เรื่องนี้ มีหลายหน่วยงานพร้อมให้ความช่วยเหลือและตรวจสอบ อย่าง "แพทยสภา" รับเรื่องและขอแสดงความเสียใจ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่สร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัวและประชาชน

และวันนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. จะลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการรักษาของโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว โดยจะตรวจสอบจากเวชระเบียน และเอกสารทางการแพทย์ของโรงพยาบาล รวมทั้งเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งทางฝั่งโรงพยาบาลเอกชนและญาติผู้เสียชีวิตมาให้ถ้อยคำ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการตรวจสอบเบื้องต้นในสัปดาห์หน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง