สุชาติ ลุยเชือดนายทุนรีสอร์ตทับลาน ติดป้ายบังคับรื้อ 3 ราย-รื้อเอง 1 ราย สั่งรวบรวมข้อมูล โรงแรม-รีสอร์ต บุกรุกแล้วยังเพิกเฉยไม่รื้อ ภายในเดือน ส.ค.นี้ เสนอ ปปง. ยึดทรัพย์-ฟันโทษอาญาฟอกเงิน
วันนี้ (21 ก.ค.69) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้เดินหน้าปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีให้มีสิทธิในที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ล่าสุด นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าคณะทำงานพิสูจน์สิทธิรายแปลงและบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันติดประกาศหมายบังคับคดีให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาศาล ในพื้นที่ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 3 ราย ได้แก่ เจ้าของริมผา รีสอร์ต เจ้าของบ้านพักตากอากาศหรู และเจ้าของวิมานหมอก วังน้ำเขียว ขณะที่เจ้าของรีสอร์ตสตาร์เวลล์ โฮม การ์เด้น ได้แสดงความประสงค์ขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเอง
นายสุชาติ บอกอีกว่า ได้สั่งการให้สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และอุทยานแห่งชาติทับลาน รวบรวมข้อมูลโรงแรมและรีสอร์ตทุกแห่งที่เคยถูกดำเนินคดี แต่ยังเพิกเฉยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมจัดทำรายละเอียดทั้งรายชื่อเจ้าของ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล บันทึกการจับกุม ผลการดำเนินคดี ภาพถ่ายปัจจุบัน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งให้คณะทำงานภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569
นายสุชาติ กล่าวว่า หลังจากรวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้ว กระทรวงฯ จะเสนอเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน โดยตรวจสอบและยึดทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานโดยมิชอบ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการแยกคนอยู่กับป่าออกจากกลุ่มนายทุน ผู้ที่เป็นประชาชนและมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือ จะต้องได้รับความเป็นธรรมและมีที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่สำหรับผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต หรือบ้านพักตากอากาศที่บุกรุกพื้นที่อุทยาน จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ทั้งการรื้อถอน การยึดทรัพย์ และการดำเนินคดีตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดใช้ทรัพยากรของชาติแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอีกต่อไป