ห้องข่าวภาคเที่ยง - กลายเป็นดรามาวิจารณ์ พลโท อดุลย์ อย่างหนัก หลังออกมาเบรก ไม่อยากให้เรียกว่า ไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่บุกยิงถล่มจุดตรวจจังหวัดนราธิวาส ซึ่งสวนทางกับ เสธ.ทบ.ที่ประกาศขอเป็นผู้ล่า
คำตอบของ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่บอกว่า อย่าเรียกว่า ไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพราะคนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง จะต้องมาพูดคุยกัน และต้องไปหารือกันถึงแนวคิดที่แตกต่างกัน ถูกวิจารณ์อย่างหนัก
เพราะสวนทางกับคำพูดของ ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ที่ประกาศว่า ถึงเวลาที่ต้องตามล่า คนที่ทำ ใครจะช่วยเหลือไว้ ประเทศไหนจะช่วยเหลือไว้ก็แล้วแต่ เราจะตามล่าเขา ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้าง
ความแตกต่างของการตอบคำถามของทั้งเสนาธิการทหารบก กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำให้คนในโซเชียล ต่างวิพากษ์วิจารณ์ อย่างดุเดือด มองว่า คนที่นั่งสั่งการกับคนที่ลุยสนามมันต่างกันมากนะ
หลายคนรุมวิจารณ์ พลโท อดุลย์ว่า โจรไม่เรียกไล่ล่า จะให้ถวายขันธ์ 5 เหรอ บางคนเปรียบเป็นนักรบที่ห้องแอร์ แต่บางคนก็มองว่า จะปราบหรือเจรจาก็ทำให้สำเร็จสักอย่าง
ด้าน นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ทหารได้ยินชัดเจนนะ ให้เจรจาไม่ใช่ไล่ล่า วางปืนให้หมด ตั้งโต๊ะพูดคุยเลย เอาให้จบ เศร้าๆๆๆ
ล่าสุด พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า เสียใจและขอโทษกับคำพูดที่ออกไปเมื่อวาน ไม่มีอะไรช้ำใจเท่ากับเรื่องเมื่อวาน
ได้บอกเสนาธิการทหารบก และ แม่ทัพภาคที่ 4 ไปแล้วว่า ให้ไปจับตัวมาให้ได้ ยืนยันว่า ต้องไม่ตายฟรี ไม่ต้องห่วง
แต่บทบาทของตัวเองการพูดอะไรที่รุนแรงกว่านี้จะเป็นการยกระดับ เหมือนเอาน้ำมันไปเติม แต่เมื่อจำเป็นต้องพูดความในใจก็ต้องพูด ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่ากับการกล่าวหาว่าไม่รักลูกน้อง
ขณะที่ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. บอกว่า นโยบายการพูดคุยตามหลักการเป็นเรื่องที่ประชาสังคมยอมรับ ดังนั้นจะต้องดำรงการพูดคุยไว้
เชื่อว่า กลุ่มเห็นต่างมีมากกว่าครึ่งที่พร้อมจะมาพูดคุย ส่วนคนที่ยังใช้ความรุนแรงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ต้องแยกแยะ เพราะถ้าบอกใช้ความรุนแรงตอบโต้อย่างเดียว จะทำให้เกิดความวุ่นวาย และความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น