ข่าวภาคค่ำ - สถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่ในด้านทหารยังเตรียมพร้อมป้องกันอธิปไตย ขณะที่ในเชิงทางการทูต ก็มีบทบาทสำคัญ ทำให้สถานการณ์ไม่บานปลาย ติดตามจากรายงานคุณอรรถพล ภิญโญ
ครบ 1 ปี เหตุปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา วิกฤตที่เคยลุกลามจากการเผชิญหน้าของกำลังทหาร กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ การทูตไทย ในการรักษาอธิปไตย ควบคู่กับการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายสู่สงครามเต็มรูปแบบ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ทำหน้าที่เพียงออกแถลงการณ์ หากแต่เดินเกมการทูตหลายมิติ ทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของไทย และรักษาแรงสนับสนุนจากประชาคมโลก ขณะที่ยังคงเปิดประตูสู่การเจรจา แม้ความไว้วางใจระหว่างสองประเทศจะลดลงอย่างมากก็ตาม
การสร้างความชอบธรรมให้ไทยบนเวทีโลก จึงเป็นสิ่งที่ที่สำคัญต้อง เร่งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลต่างประเทศ คณะทูต องค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลชนต่างชาติ เพื่อยืนยันว่า ไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้กำลังเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเอง ไทยพร้อมยุติความรุนแรง หากอีกฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิง
การสื่อสารเชิงรุกดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะถูกมองว่าเป็นฝ่ายยกระดับความขัดแย้ง และทำให้หลายประเทศเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้การเจรจาเป็นทางออก มากกว่าการใช้กำลัง
ควบคู่ไปกับ การผลักดันกลไกหยุดยิง ประสานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายความมั่นคง และ มิตรประเทศ เพื่อสนับสนุนการหยุดยิงและการลดความตึงเครียด ได้สำเร็จ
แม้จะยังมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งเป็นระยะ แต่การไม่กลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ถือเป็นความสำเร็จสำคัญของการทูตควบคู่กับมาตรการด้านความมั่นคง
ขณะเดียวกันยังใช้อาเซียนเป็น กันชน ความขัดแย้ง อาเซียนยังคงมีบทบาทสนับสนุนการลดความตึงเครียด พร้อมยืนยันหลักการสำคัญของอาเซียน คือการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี เคารพอธิปไตย ไม่ใช้กำลัง แนวทางดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทชายแดนกลายเป็นประเด็นแบ่งขั้วในภูมิภาค และรักษาเอกภาพของอาเซียนไว้ได้ในระดับหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่อจากนี้คือการเปลี่ยน การหยุดยิง ให้กลายเป็น สันติภาพที่ยั่งยืน ผ่านกลไกการเจรจาและการสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ.