ไข้เลือดออก ป่วยแล้ว 1.6 หมื่นคน กรมควบคุมโรค เตือนยังต้องเฝ้าระวัง อัตราป่วยตายเพิ่มสูงขึ้น แนะมีไข้สูงเกิน 2 วัน รีบพบแพทย์ เลี่ยงใช้ยากลุ่ม NSAIDs
วันนี้ (27 ก.ค.69) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.– 22 ก.ค.69 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม 16,094 คน พบมากในกลุ่มเด็กวัยเรียน (10 – 19 ปี) และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาด ถึงแม้จะพบผู้ป่วยต่ำกว่าปีที่ผ่านมาและต่ำกว่าค่าพยากรณ์ของปี 2569 แต่พบผู้เสียชีวิตสะสม 26 คน อัตราป่วยตายร้อยละ 0.16 อัตราป่วยตายสูงสุดในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40 - 49 ปี ปัจจัยเสี่ยงเสียชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะอ้วน โรคประจำตัว เข้ารับการรักษาล่าช้า และได้รับยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs
โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระบอกตา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง เบื่ออาหาร หรือมีผื่นแดงตามร่างกาย บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภาวะอ้วน ให้หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองเอง โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และไดโคลฟีแนก รวมถึงยาชุด เนื่องจากจะมีผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต
เมื่อมีไข้ควรรับประทานยาพาราเซตามอลเท่านั้น หากไข้ไม่ลด อาเจียนมากขึ้น เลือดออกตามไรฟัน มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือซึมลง ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที