รวบบัญชีม้า ร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมรอยเป็นลูกเขย อ้างเป็นการไฟฟ้าโทรหา หลอกเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า ลวงเหยื่อสูญเงินกว่า 1.6 ล้านบาท สารภาพได้รับค่าจ้าง 8,000 บาท
วันนี้ (30 ก.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ ร่วมกันจับกุม น.ส.กุลชญา อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 557/2569 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอม พิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเดอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยว กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด"
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณริมถนน ในพื้นที่ ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ (12 มี.ค. 69) ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.00 น. มิจฉาชีพได้โทรศัพท์หาผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็น ลูกเขย แจ้งว่ามีพนักงานจากการไฟฟ้าติดต่อมาเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้ามีปัญหา พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโทรไปตามหมายเลขดังกล่าว ซึ่งมีกลุ่มคนร้ายทั้งชายและหญิงสลับกันรับสาย อ้างว่าจะมีช่างเข้ามาเปลี่ยนมิเตอร์ให้ในวันถัดไป และแจ้งว่าผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับเงินประกันและเงินมัดจำคืนเป็นจำนวน 6,274.84 บาท
ต่อมาเมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าทำรายการไม่เป็น มิจฉาชีพจึงใช้อุบายให้เรียกหลานมาช่วย โดยส่ง QR Code สำหรับเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ โปรไฟล์ชื่อ “ไอซ์ วทัญญา บุญพาสุข” พร้อมส่งรูปบิลค่าไฟและ QR Code ที่มีตราสัญลักษณ์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาให้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
จากนั้น คนร้ายได้ใช้วิธีวิดีโอคอลเพื่อสั่งการ โดยหลอกให้ผู้เสียหายเปิดแอปพลิเคชันธนาคารสั่งให้เปลี่ยนเมนูใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้สแกน QR Code พร้อมกดยืนยัน และทำการสแกนใบหน้าถึง 2 ครั้ง ด้วยความที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ผู้เสียหายจึงยอมทำตามขั้นตอน ก่อนที่คนร้ายจะสั่งให้ปิดเครื่องโทรศัพท์ทันที โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างรอระบบประมวลผล
โดยภายหลังปิดเครื่องไปได้สักพัก ผู้เสียหายเริ่มสงสัยจึงเปิดเครื่องเพื่อตรวจสอบเงินในบัญชี แต่ปรากฏว่าไม่สามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารได้ จึงเดินทางไปสอบถามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.ตากฟ้า เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีพนักงานชื่อดังกล่าวจริง แต่ไม่ใช่บุคคลตามรูปโปรไฟล์ในไลน์ ทำให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง
ผู้เสียหายได้รีบโทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1441 เพื่อขอระงับบัญชี และพยายามติดต่อคนร้ายแต่ถูกตัดสายและไม่อ่านข้อความ ก่อนเดินทางไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางบัญชีและกู้คืนการใช้งานแอปพลิเคชัน จนพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไปยังบัญชีต่างธนาคารรวม 2 รายการ ได้แก่ หมายเลขบัญชี ชื่อบัญชี นายธนวรรธน์ และ หมายเลขบัญชี ชื่อบัญชี นางสาวกุลชญา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 1,640,000 บาท
หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ กระทั่งพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุ
ล่าสุด ชุดสืบสวน กก.1 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ได้แกะรอยจนสืบทราบว่า นางสาวกุลชญา ผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี จึงนำกำลังไปวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์
จนกระทั่งพบบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับกำลังเดินอยู่บริเวณริมถนนหมื่นประจญ ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมืองสุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมแสดงหมายจับและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ
เบื้องต้น นางสาวกุลชญา ยอมรับว่า เป็นบุคคลตามหมายจับจริงและยังไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย พร้อมควบคุมตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี ก่อนประสานส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น นางสาวกุลชญา อ้างว่าได้รับการติดต่อจากคนรู้จัก แนะนำให้ติดต่อนายหน้าชื่อ “แพร” เพื่อนำสมุดบัญชีที่มีอยู่ไปสแกนใช้ โดยฝั่งนั้นออกค่ารถให้เดินทางไปทำสมุดบัญชีใหม่และเดินทางไปที่ จ.ปราจีนบุรี
เมื่อไปถึงได้เข้าพักโรงแรมตามที่จัดไว้ให้ ก่อนที่วันถัดมาจะมีคนมาไปที่ศูนย์อาหารแห่งหนึ่ง และเอาโทรศัพท์ สมุดบัญชี และรหัสแอปพลิเคชันธนาคารไป ต่อมาเมื่อมีเงินโอนเข้ามา ตนได้ถูกสั่งให้ไปถอนเงินสดที่ธนาคารใน จ.ปราจีนบุรี รวม 2 บัญชี ยอดแรกประมาณ 400,000 บาท และยอดที่สองประมาณ 700,000 บาท แล้วนำเงินทั้งหมดส่งมอบให้กลุ่มคนดังกล่าว
โดยตนได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดบัญชีละ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,000 บาท ซึ่งตนเคยเอ่ยถามแล้วว่าเป็นบัญชีม้าหรือไม่ แต่มิจฉาชีพอ้างว่าเป็นของบริษัท ไม่ต้องกังวล จนกระทั่งกลับมาบ้านแล้วพบว่าบัญชีถูกระงับ จึงเริ่มเอะใจว่าถูกหลอกและคงต้องถูกจับกุมในที่สุด