สธ. เผยผลตรวจสอบข้อมูล “หมอพร้อม” 2 กรณีแรก "ร้อยเอ็ด-ปทุมธานี" พบเกิดจากการบันทึกข้อมูลบุคคลผิดคน ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ยืนยันดำเนินการโปร่งใส พร้อมสั่งการทุกจังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบและรายงานผลทุกสัปดาห์
วันนี้ (31 ก.ค. 69) นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข โฆษกสธ. พร้อมด้วย ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อมูล นพ.นนท์ จินดาเวช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี และ ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ พายุหะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมแถลงข่าวประเด็นแนวทางตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อมูลการรับบริการสุขภาพไม่ตรง
โดย นพ.เอกชัยกล่าวว่า ข้อมูลสุขภาพเป็นสิทธิของประชาชน ซึ่งความถูกต้องของข้อมูลมีความสำคัญต่อการรักษาพยาบาล การใช้สิทธิ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสาธารณสุข
เมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความถูกต้องของประวัติการรับบริการสุขภาพในแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” จึงมีข้อสั่งการให้ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยตั้งคณะทำงานร่วมกับ สปสช. ตรวจสอบทุกประเด็นอย่างรอบด้าน ทั้งการบันทึกข้อมูลของหน่วยบริการ การเชื่อมโยงข้อมูล และการแสดงผล
โดยพร้อมรับทุกข้อร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะตรวจสอบทุกกรณีอย่างโปร่งใส หากพบข้อผิดพลาดจะเร่งแก้ไข รวมถึงหากพบการกระทำโดยมิชอบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ดร.นพ.โสภณกล่าวว่า ข้อมูลในหมอพร้อมเชื่อมโยงมาจากระบบข้อมูลของหน่วยบริการ หากระบบต้นทางเลือกบุคคลผิด บันทึกผิด หรือส่งข้อมูลคลาดเคลื่อน จะส่งผลให้ข้อมูลที่แสดงในหมอพร้อมไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงต้องตรวจสอบย้อนกลับเป็นรายกรณี
โดยจะเปิดเผยผลการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง แก้ไขข้อผิดพลาดอย่างรวดเร็ว และนำผลการตรวจสอบมาปรับปรุงระบบยืนยันตัวตนและควบคุมคุณภาพข้อมูล เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบข้อมูลสุขภาพของประเทศ
เบื้องต้น 2 กรณีแรกที่ปรากฏเป็นข่าวคือ ที่ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ปทุมธานี ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นความผิดพลาดของการบันทึกข้อมูล ทั้งนี้ การพบข้อมูลผิดปกติในระบบยังไม่ควรสรุปว่า เป็นการสวมสิทธิ์หรือทุจริต จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริง เจตนา และหลักฐานอย่างครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มองว่าเป็นโอกาสในการยกระดับระบบข้อมูลสุขภาพ ซึ่ง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มีข้อสั่งการด่วนให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดตรวจสอบการบันทึกข้อมูลในระบบหมอพร้อมอย่างเข้มงวด ครอบคลุมกรณีประชาชนร้องเรียนว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน (Human Error) การบันทึกข้อมูลโดยเจตนาเพื่อปรับผลตัวชี้วัด และการบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อเพิ่มการเบิกจ่ายค่าบริการ
โดยให้ตรวจสอบทุกจุดบริการในจังหวัด รายงานผลผ่านผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขภายใน 1 สัปดาห์ และติดตามความคืบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี
ดร.นพ.โสภณ ได้กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังให้ทุกจังหวัดเปิดช่องทางให้แจ้งทักท้วงเมื่อพบข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนตรวจสอบข้อมูลของตนเองในหมอพร้อม หากพบรายการที่ไม่เคยรับบริการหรือข้อมูลไม่ถูกต้อง ขอให้แจ้งหน่วยบริการหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่
พร้อมขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพที่ระบุตัวบุคคลได้ในพื้นที่สาธารณะ โดยให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและหน่วยบริการเร่งตรวจสอบ แก้ไข และแจ้งผลแก่ประชาชน รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานในภาพรวมภายใน 2 สัปดาห์ อีกทั้งจะมีการพิจารณา ปรับลดจำนวนตัวชี้วัด (KPI) เพื่อลดภาระในเรื่องนี้ด้วย
ดร.นพ.พิทักษ์พงศ์ กล่าวว่า กรณี จ.ร้อยเอ็ด มีการให้บริการจริงในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ปัจจุบันถ่ายโอนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เกิดการเลือกชื่อบุคคลผู้รับบริการผิดคนในโปรแกรม
เนื่องจากชื่อและอักษรตัวแรกของนามสกุลเหมือนกัน ส่งผลให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยังบุคคลในหมอพร้อมคลาดเคลื่อน ขณะนี้ได้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องแล้วและกำลังนำเข้าข้อมูลใหม่ในแอปฯ หมอพร้อม และมีแนวทางการป้องกันโดยเพิ่มขั้นตอนการยืนยันตัวตนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ
ด้าน นพ.นนท์กล่าวว่า กรณี จ.ปทุมธานี พบว่ามีการจัดบริการคัดกรองสุขภาพในพื้นที่จริง 3 โครงการได้แก่
1.การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยชุดตรวจ FIT test
2.การตรวจหาเชื้อ HPV ในมะเร็งปากมดลูก
3.โครงการสาวไทยแก้มแดงและการให้ยาเสริมธาตุเหล็ก
และมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ดำเนินการในชุมชน โดยพบผู้ที่รับบริการและนำส่งตัวอย่างตรวจที่โรงพยาบาล และต่อมาบันทึกผลการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่พบความผิดปกติลงในระบบข้อมูล
แต่รายนี้ไม่ได้ตรวจ HPV เนื่องจากเพิ่งตรวจเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ครบกำหนด 5 ปี ตามแนวทางมาตรฐาน และมีการบันทึกสั่งยาธาตุเหล็ก แต่ไม่ได้เบิกจ่ายยาออกจากห้องยา รวมทั้งไม่ได้เบิกค่าใช้จ่ายกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และไม่ได้เบิกจากกรมบัญชีกลาง
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังปรับปรุงข้อมูลเวชระเบียนให้ถูกต้อง และจัดทำเอกสารยืนยันข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิ์หรือการทำประกันสุขภาพภาคเอกชน