ตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัย 3 จุดกลางเมืองพัทยา ใช้นอมินีถือครองที่ดิน-ทำธุรกิจ

ตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัย 3 จุดกลางเมืองพัทยา ใช้นอมินีถือครองที่ดิน-ทำธุรกิจ

View icon 40
วันที่ 21 ส.ค. 2569 | 19.28 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
เปิดปฏิบัติการ ตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัย 3 จุด กลางเมืองพัทยา เชื่อมโยงเครือข่ายใช้นอมินีถือครองที่ดิน ประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว

วันที่ ( ส.ค. 69 ) พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ บูรณาการร่วม กรมการปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายต้องสงสัยใช้นอมินีนี ถือครองที่ดินและประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว ในเขตเมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามหมายค้นศาลอาญาในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยมี ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พลตำรวจตรี พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่
      
สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วน ปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายในประเทศ ตามเมืองสำคัญและแหล่งท่องเที่ยว อันเป็นภัย  ต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงยุติธรรม จึงได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งรัดขยายผลการสืบสวน กรณีการใช้นอมินีในหลายพื้นที่รวมถึงเขตเมืองพัทยา และอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อย่างต่อเนื่อง จนมีพยานหลักฐานนำไปสู่การดำเนินการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ เป็นคดีพิเศษที่ 135/2569 กรณี กล่าวหาว่าการประกอบธุรกิจของบริษัทแห่งหนึ่ง กระทำการหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และได้เข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย 3 จุด ได้แก่
        
1) สำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่า เป็นผู้รับดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทดังกล่าว โดยนำชื่อบุคคลสัญชาติไทยเข้ามาถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าวซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงนำมาสู่การตรวจค้น เพื่อหาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นพบการรับจดทะเบียนให้กับนิติบุคคลจำนวนมาก ที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จึงได้ทำการตรวจยึดมาเพื่อทำการตรวจสอบต่อไป
        
2) บริษัทที่ประกอบธุรกิจคอนโดมิเนียม โดยมีนาย M สัญชาติอิสราเอล เป็นกรรมการบริษัท ในการยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลได้มีการว่าจ้างให้สำนักงานกฎหมาย เป็นผู้ดำเนินการให้ และสำนักงานกฎหมาย ได้นำชื่อของ นางสาว บ. พนักงานสำนักงานกฎหมายเข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 จนปัจจุบัน และปัจจุบันบริษัทดังกล่าว มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย นาย M สัญชาติอิสราเอล สัดส่วน 49% นางสาว บ. สัดส่วน 25.5% และนางสาว ด. สัดส่วน 25.5% ดังนั้น บริษัทจึงมีพฤติการณ์ในลักษณะการประกอบธุรกิจโดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) จึงนำมาสู่การตรวจค้นหาพยานหลักฐาน ในการเชื่อมโยงระหว่างบุคคล และพบว่าบริษัทมีสินทรัพย์จำนวนกว่าหลายร้อยล้านบาทเช่นกัน
         
3) บริษัทที่ประกอบกิจการโรงแรม ที่ว่าจ้างให้สำนักงานกฎหมาย เป็นผู้ดำเนินการยื่นขอจดทะเบียน นิติบุคคลเมื่อปี พ.ศ. 2555 และสำนักงานกฎหมาย ได้นำชื่อของ นางสาว บ. พนักงานสำนักงานกฎหมาย เข้าร่วมเป็นก่อตั้งบริษัท อีกทั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2556 - 2558 นาย ส. เจ้าของสำนักงานกฎหมาย ได้นำชื่อของตนเองเข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้วย และเมื่อตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการนำชื่อของ นางสาว อ. เข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทด้วย แต่มีข้อมูลปรากฎว่านางสาว อ. ขึ้นทะเบียนประกันสังคมไว้กับอีกบริษัท ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายอลูมิเนียม ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงเห็นได้ว่าบริษัทแห่งนี้ มีผู้ถือหุ้นและกรรมการเชื่อมโยงกับบริษัทอีกบริษัท ที่มีพฤติการณ์ในลักษณะการประกอบธุรกิจโดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) และมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอีกหลายแห่ง ซึ่งรวมแล้วมีสินทรัพย์หลายร้อยล้านบาท
         
การตรวจค้นในครั้งนี้ เป็นไปตามหมายค้นของศาลโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยเป้าหมายสำคัญของการตรวจค้นในครั้งนี้ คือการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ รวมถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสอบสวน ที่อาจเป็นข้อมูลที่ใช้ในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ การติดต่อประสานงาน ตลอดจนพฤติการณ์เชื่อมโยงระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจึงได้ดำเนินการยึดหรืออายัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพื่อรักษาพยานหลักฐานและนำไปตรวจพิสูจน์ตามกระบวนการต่อไป ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด และจะให้ความเป็นธรรมตามพยานหลักฐาน และกระบวนการตามกฎหมาย ต่อไป