นายกฯ สั่งกำชับ ตำรวจทำสำนวนให้รัดกุม ปิดช่องว่าง ช่องโหว่ เอาผิด “ป๋อง-ธง” ผู้ต้องหาสังหาร 5 ศพ ให้ถึงที่สุด พร้อมเผยว่า “รู้สึก เซ็ง” ที่คนประเภทนี้ออกมาเพ่นพ่าน ทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย
วันนี้ ( 1 ส.ค. 69 ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี พร้อมพลตํารวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ,พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดูจุดเกิดเหตุ 2 พี่น้องชาวรัสเซียฝังดิน ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จากนั้นเดินทางไปที่ สภ.ห้วยใหญ่ ก่อนจะแถลงข่าวว่า การจับกุม นายป๋อง และนายธง มีหลักฐานเป็นที่แน่นอน และยังสามารถตามจับกุม ผู้ที่ให้การสนับสนุนอีก 3-4 คน ที่ร่วมในการกระทำความผิด ซึ่งมีหลักฐานค่อนข้างแน่นหนา ที่พบว่ากลุ่มนี้กระทำผิดมาแล้ว 2-3 ครั้ง นอกจากเคสที่ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และครอบครัวชาวไทย 3 พ่อ แม่ ลูก แล้ว ตอนนี้ตำรวจกำลังขยายผลเพิ่มเติม ซึ่งน่าจะการกระทำผิด 1-2 ครั้ง ถือว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม และการจับกลุ่มครั้งนี้ยังสามารถขยายผลไปเรื่องยาเสพติด
จึงอยากฝากพี่น้องสื่อมวลชน ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวรัสเซีย ไม่อยากให้ใช้คำว่า นักท่องเที่ยว เนื่องจากว่า ทั้ง 2 คน เข้ามาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย กับครอบครัว แม่ และ ตา นานประมาณ 7 ปี เพื่อมาศึกษา และประกอบธุรกิจ ทั้งที่ชลบุรี และภูเก็ต และเข้าออกประเทศไทย มากกว่า 40 ครั้ง จึงอยากให้เลี่ยง การพาดหัวข่าวว่าเป็นนักท่องเที่ยว
แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ ตนอยากขอโทษพี่น้องชาวรัสเซีย ที่เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นประชาชนชาวรัสเซีย แม้ว่าจะอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม และต้องขออภัย โดยรับปากจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ดำเนินคดีลงโทษ กับผู้กระทำผิด และจะเข้มงวด ซึ่งจับกุมตัวผู้กระทำผิดทุกคนได้แล้ว และศาลไม่ให้ประกันตัวแน่นอน โดยตนได้มีข้อสั่งการไปยัง เจ้าพนักงานทุกนาย ปิดช่องโหว่ปิดทางออกปิดทุกช่องทาง ไม่ให้มีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ให้หลุดคดี และตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ตำรวจจะทำให้ดี และแน่นหนาไม่ให้พี่น้องประชาชนผิดหวัง
ซึ่งจากการตรวจสอบ ผู้ต้องหา 2 คน ทั้งนายป๋อง และนายธง เพิ่งออกจากคุก มีจิตใจที่เยี่ยมโหดเกิดมนุษย์ ไม่มีความตั้งใจที่ทำความดี จึงต้องไปหารือกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อไปติดตามพฤติกรรมผู้ต้องขัง และจัดให้มีการเฝ้าดูพฤติกรรมเป็นระยะหนึ่ง เพราะออกมาแล้วไม่มีความสำนึก
นายกฯ ยังระบุอีกว่า ตนมองว่าประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ได้ลดหย่อน หลังเกิดเหตุก็เร่งตามจับกุมผู้ต้องหา จนนำไปสู่การพบร่างของผู้เคราะห์ร้าย และสืบสวนขยายผล ไปนำไปสู่การคลี่คลายคดีอื่น ๆ ส่วนประเด็นที่ว่าจะไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีเทาหรือไม่ ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติ มาพักอาศัย มาทำมาหากิน ภายใต้กฎหมายไทย บนความสุจริต ไม่เอาเปรียบคนไทย ไม่เอาเปรียบไทย ไม่ใช้วิวิธีการบังหน้าด้วยนอมินี อย่างกรณีนี้ มีข้อสงสัยเหมือนกันอย่างกรณีนี้ก็ต้องนำสืบต่อไป
ส่วนการติดตามหาเบาะแสของ 3 พ่อ แม่ ลูก ตำรวจติดตามมาตลอด จนกระทั่งเกิดเคสของรัสเซีย ก็นำมาเชื่อมโยงกัน และเครือข่ายนี้ไม่ใช่มีแค่ 2 คน แต่มีกลุ่มเครือข่ายที่เข้าไปเจอในคุก ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้เพิกเฉย จนพบความเชื่อมโยงระหว่างสองคดี และขยายผลจับกุมทั้งขบวนการได้ ซึ่งยังไม่รวมคนที่การสนับสนุนซึ่งจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพรากลังจากที่ก่อเหตุ พบว่า มีเพื่อนที่นายป๋องรู้จักในเรือนจำ ได้โอนเงิน 3,000 บาท มาให้เพื่อใช้ในการหลบหนี ซึ่งตำรวจรู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร
สำหรับกลุ่มเครือข่ายของนายป๋อง และนายธร เป็นเครือข่าย ที่รู้จักกันหลังจากที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ยังมีการติดต่อเชื่อมโยงกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน จึงมีการตั้งเป็นเครือข่ายขึ้นมา เป็นกลุ่มที่เคยค้ายาเสพติดด้วยกัน ซึ่งทั้งสองคนต้องโดนโทษหนัก เพราะนอกจากจะมีคดียาแล้ว ยังมีคดีพยายามฆ่า คดีฆาตกรรม แต่เมื่อพ้นโทษออกมา ได้กลับมาก่อเหตุอีก ซึ่งพนักงานสอบสวนจะรวบรวมเข้าไปในสำนวน
“รู้สึกเซ็ง เป็นเรื่องไม่น่าเกิดขึ้น เพราะคนประเภทนี้ไม่ควรให้ออกมาเพ่นพ่าน และออกมาทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย” นายกฯ กล่าว